สายลมยามราตรีพัดโชยเย็นสบาย
ผิวน้ำในทะเลสาบกระเพื่อมแผ่วเบา ไม้พายของเรือลำน้อยปัดผ่านใบบัวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ จนฝูงกบที่เกาะอยู่บนนั้นเพื่อหาอาหารแตกตื่นหนีไป
เสี่ยวฉานเงยหน้ามองลู่สืออันที่นั่งอยู่หัวเรือ
“คุณชาย จะไปต่อหรือไม่เจ้าคะ?”
ลู่สืออันกำลังพักฟื้นกำลังใจ เมื่อได้ยินจึงลืมตาขึ้น สายตาหยุดอยู่ที่จันทร์เสี้ยวบนขอบฟ้า
“ท่านอาจารย์ ที่นี่น่าจะเป็นจุดที่มีไอเย็นหนาแน่นที่สุดในเรือนหมิงซินแล้ว น่าจะใช้ได้กระมัง?”
เฉินเยี่ยนเซียวซึ่งเมามายจนแทบไม่ได้สติอยู่ในเรือหลังคาคลุม หาวออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนโบกมือส่ง ๆ ฝ่ามือพลันมีแสงสีครามวูบผ่าน
“ได้แล้ว เอาตรงนี้แหละ”
เสี่ยวฉานได้ยินดังนั้นก็ยินดี รีบวางไม้พายลง แล้วหิ้วสมอเรือโยนลงทะเลสาบ
ลู่สืออันสูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบพู่กันกระดูกสัตว์ที่เตรียมไว้ตั้งนานแล้วออกมาจากอกเสื้อ
“ท่านอาจารย์ ใช้เลือดของข้าโดยตรงได้เลยหรือ?”
เฉินเยี่ยนเซียวพึมพำอย่างรำคาญใจ “เป็นชายชาตรีแท้ ๆ ไยจึงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ นัก แค่ไม่กี่ตัวอักษร เลือดไหลนิดหน่อยไม่ทำให้เจ้าตายหรอก”
“เอ่อ ฮ่า ๆ ข้าแค่กลัวว่าจะไม่ได้ผลน่ะขอรับ”
ลู่สืออันยิ้มเก้อ ๆ กัดฟันชักกระบี่ที่เหน็บเอวออกมา แล้วกรีดฝ่ามือ
ทันใดนั้นก็ปรากฏรอยเลือดสีแดงสดขึ้นเป็นเส้น
ทว่ากลับไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
ลู่สืออันชะงักไป ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเจ้านี่เป็นแค่กระบี่พิธีการเอาไว้ข่มคนเท่านั้น คมกระบี่ยังไม่ได้ลับเลยด้วยซ้ำ
คราวนี้ชักจะกระอักกระอ่วนแล้ว
ลู่สืออันกวาดตามองรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบของมีคมสักชิ้น
ขณะที่กำลังคิดว่าจะกลับไปหาเอามีดสั้นหรือมีดทำครัวมาสักเล่มแล้วค่อยกลับมา
เสี่ยวฉานก็รีบยื่นปิ่นทองเหลืองอันหนึ่งมาให้
“คุณชาย ใช้ของบ่าวเถิดเจ้าค่ะ”
“เอ่อ ขอบใจนะเสี่ยวฉาน...”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ คุณชายใช้ได้ตามสบาย บ่าวยังมีอีกอันด้วย”
