เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม
ท้องฟ้าเหนือเมืองเซิ่งจิงจึงค่อย ๆ ปลอดโปร่งขึ้น
จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง
เรือนหมิงซิน
บัดนี้เมฆสลาย ลมหยุดพัด ผิวน้ำในทะเลสาบกลับมาสงบนิ่ง เหลือเพียงใบบัวที่เอนลู่ระเนระนาดคอยบอกเล่าว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
เรือประทุนลำเล็กยังคงลอยอยู่ที่เดิม
สาวใช้เสี่ยวฉานถูกคนพากลับไปพักผ่อนแล้ว เหตุการณ์พลิกผันเมื่อครู่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป จนเด็กสาวตกใจไม่น้อย เฉินเยี่ยนเซียวจึงลงมือทำให้นางสลบได้ทันเวลา
ที่นี่เหลือเพียงสองคน
เจิ้นเป่ยอ๋องหลี่ติ่งกับภรรยาและคนอื่น ๆ ล้วนถูกเฉินเยี่ยนเซียวไล่กลับไป เพราะเขามีเรื่องสำคัญมากที่จะพูดกับลู่สืออัน
“ฟู่~”
ลู่สืออันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แสงสีทองวาบผ่านดวงตา ก่อนจะอ้าปากพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาอย่างช้า ๆ
“สบายตัวจริง!”
เขาพ่นลมหายใจยาว รู้สึกว่าจิตใจเบิกบานเป็นพิเศษ
ความรู้สึกพร่าเลือนมึนงงก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว แทนที่ด้วยเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยมทั่วร่าง ราวกับใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด
ลู่สืออันกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ข้อนิ้วลั่นกรอบแกรบ กล้ามเนื้อเกร็งตึง เส้นเอ็นปูดโปนราวกับมังกร
“รู้สึกว่าข้าต่อยวัวตายได้ในหมัดเดียวเลย”
เฉินเยี่ยนเซียวลอยลงมายืนด้านหลังเขา พลางหัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้พละกำลังของเจ้าไม่ต่างจากจอมยุทธ์ขั้นสาม หมัดหนึ่งมีน้ำหนักอย่างไรก็สามถึงสี่หมื่นจิน วัวเขียวธรรมดาเห็นเจ้าแล้วยังต้องหนีหางจุกตูด หมัดนี้ของเจ้าซัดทีเดียวก็ระเบิดเป็นจุณได้”
“ให้ตายสิ! แข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ!” ลู่สืออันได้ยินแล้วก็ยินดี
“หึ อย่าเพิ่งดีใจไป”
เฉินเยี่ยนเซียวสาดน้ำเย็นใส่เขาโดยตรง “ทุกย่างก้าวต่อจากนี้ล้วนยากลำบาก ในเมื่อเจ้าเลือกเป็นผู้ฝึกกระบี่แล้ว ก็มีแต่ต้องเดินไปบนเส้นทางนี้จนสุดทาง”
“เอ๊ะ หมายความว่าอย่างไร?”
“เปิดหน้าที่สองของตำราขาด ๆ นั่นดูสิ”
ลู่สืออันได้ยินดังนั้นก็รีบควักตำราขาด ๆ ที่ตานหยางจื่อให้มาจากอกเสื้อ
เฉินเยี่ยนเซียวชี้แนะอยู่ข้าง ๆ “ภาพในหน้าที่สองนี้คือกระบวนท่ากระบี่ท่าหนึ่ง มีชื่อว่า ‘ท่าชักกระบี่’”
