ลู่สืออันฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลา 3 วันให้หลังแล้ว
ตลอด 3 วันนี้ เขาฝันถึงเรื่องราวพิสดารมากมาย ทั้งความทรงจำวัยเยาว์ของตนเอง และความทรงจำสับสนวุ่นวายที่ไม่ใช่ของเขา
ในความทรงจำส่วนที่ไม่ใช่ของเขานั้น เขาเป็นอัจฉริยะน้อยที่ผู้คนต่างกล่าวขาน
อายุ 3 ขวบก็อ่านตำราออกเขียนหนังสือได้ อายุ 7 ขวบยืนแต่งบทกวีอยู่ที่หัวสะพาน เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วงาน อายุ 9 ขวบเข้าสอบจนได้วุฒิถงเซิง พออายุ 12 ขวบก็สอบได้สามอันดับแรกของการสอบระดับอำเภอจนคว้าคุณวุฒิซิ่วไฉมาได้
ปีเดียวกันนั้น เขาเข้าสำนักศึกษาชิงเจียง
การทดสอบย่อยครั้งแรกก็ได้ผลประเมินระดับเจี่ย จนได้รับข้อยกเว้นให้เข้าเรือนเจี่ยที่มีแต่เหล่าอัจฉริยะเพื่อศึกษาเล่าเรียน
ไม่ถึงครึ่งปี ก็ได้รับความโปรดปรานจากเจ้าสำนัก ถึงขั้นลงมือชักนำพลังเที่ยงธรรมอันยิ่งใหญ่ด้วยตนเอง จุดประกายจิตแห่งอักษรให้เขา ก้าวเข้าสู่ขั้นบำเพ็ญตนระดับหนึ่ง
อีก 3 ปีต่อมา เขาโดดเด่นเป็นหนึ่งในงานชุมนุมบทกวีและงานชุมนุมวรรณศิลป์ต่าง ๆ ในที่สุดเมื่ออายุ 15 ปี เขาก็ก้าวเข้าสู่ขั้นสงบจิตระดับสอง ชื่อเสียงรุ่งโรจน์ไร้ผู้เทียบเทียม...
ตลอด 3 ปีหลังจากนั้น เขาเก็บตัวบำเพ็ญตนอยู่ในสำนักศึกษา ก่อนจะถึงด่านสำคัญที่กำลังจะควบแน่นพลังเที่ยงธรรมอันยิ่งใหญ่สายแรกและก้าวเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะปราณระดับสาม ตระกูลลู่กลับเกิดเรื่องขึ้น ทั้งตระกูลถูกจับเข้าคุก ในฐานะคนตระกูลลู่ เขาย่อมหนีไม่พ้นเช่นกัน
“ทั้งตระกูลถูกเนรเทศ จิตแห่งอักษรแตกสลาย กลายเป็นเขยแต่งเข้าตระกูล...”
ลู่สืออันนอนตะแคงอยู่บนเก้าอี้เอน สีหน้าไร้สุขไร้ทุกข์ “นี่มันพิมพ์เขียวพระเอกนิยายผู้ชายชัด ๆ เลยนี่หว่า”
เขาเปลี่ยนท่านอน สายตาทอดมองภูเขาเขียวไกลลิบ
เมฆบนฟ้าคลี่คลายและรวมตัว ภูเขาเขียวเคียงคู่หมู่วิหค ลมเย็นริมทะเลสาบพัดเส้นผมหน้าผากของเขาปลิวไสว มอบความเย็นสบายให้หลายส่วน...
