“เอ๊ะ?”
ลู่สืออันเดินผ่านซุ้มประตูวงพระจันทร์เข้ามา ก็เห็นสาวงามสองนางกำลังประชันสายตากันอยู่กลางลาน
คนหนึ่งคือภรรยาที่ได้มาอย่างไม่คาดฝันของเขา
อีกคนคือน้องภรรยาที่ได้มาอย่างไม่คาดฝันเช่นกัน
โดยเฉพาะภรรยาของเขา วันนี้นางเปลี่ยนจากชุดเกราะที่สวมเป็นประจำ มาอยู่ในชุดแพรภูมิฐานพอดีตัว แม้แต่ใบหน้าเล็ก ๆ ก็แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมบางเบา
“กระโปรงแพรปักผีเสื้อคู่ ผงชาดแต้มแต่งไม่เข้มข้น งามพอดิบพอดี ชวนให้ใจสดชื่น... จุ๊ ๆ ๆ”
เสี่ยวฉานที่ตามหลังมาเอ่ยถามอย่างสงสัย “คุณชายพูดอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไร”
ลู่สืออันโบกมือ เดินทอดน่องไปยังศาลาเย็น
หลี่เยวี่ยเหยากับหลี่ซิงเหยาสองพี่น้องที่อยู่ในศาลาย่อมเห็นเขาแล้ว ดวงตาคู่สวยที่เมื่อครู่ยังจ้องเขม็งใส่กันพลันอ่อนโยนลงหลายส่วน
“ท่านพี่เขย เชิญทางนี้เจ้าค่ะ~”
“อืม”
ลู่สืออันให้สาวใช้สองคนนำทางไปถึงหน้าศาลา พอเข้าไปใกล้ ภรรยาของเขาในวันนี้ก็ยิ่งดูสง่างามงดงามจนละสายตาไม่ได้
ชั่วขณะนั้น ถ้อยคำชื่นชมมากมายผุดขึ้นในหัวเขา
อาทิ: “อรชรดุจหงส์ผวา อ่อนช้อยดุจมังกรเริงระบำ ผิวพรรณผ่องใสราวดอกเบญจมาศฤดูสารท งามสง่าดุจสนฤดูใบไม้ผลิ...”
หรือ “ร่างระหงงามสง่า สวมอาภรณ์แพรคลุมด้วยผ้าบาง... ยามแย้มยิ้มช่างงามจับใจ ดวงตาคู่สวยเปี่ยมเสน่ห์”
แล้วก็ “เมื่อนึกถึงเมฆาก็พลันเห็นอาภรณ์ เมื่อนึกถึงบุปผาก็พลันเห็นโฉมพักตร์ สายลมวสันต์พัดผ่านราวระเบียง หยาดน้ำค้างยิ่งขับความงาม...”
สำหรับลู่สืออันในยามนี้ ฐานะเขยแต่งเข้าที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากจะยอมรับนักแล้ว
“สืออันคารวะฮูหยิน คารวะคุณหนูรอง”
ใบหน้างามของหลี่เยวี่ยเหยาแดงระเรื่อ นางปรายตามองน้องสาวอย่างผู้ชนะ ก่อนกล่าวว่า “สามีไม่ต้องมากพิธี”
ระหว่างทางเมื่อครู่ ลู่สืออันเอาแต่จ้องหลี่เยวี่ยเหยา แววตานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม ความหลงใหล และความปรารถนา ทำให้หลี่เยวี่ยเหยาทั้งเขินทั้งขุ่นเคือง
