“ไร้ปีกหงส์สวรรค์คู่บินเคียง ใจกลับเพียงสื่อถึงกันได้โดยไม่ต้องเอ่ย... เป็นบทกวีที่ดี บทกวีที่ดีจริง ๆ!”
จูเก่อจิ่นตบมือฉาดอย่างแรง ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นเต้น ทว่ากลับเห็นลู่สืออันเดินมุ่งหน้าไปยังหอไผ่หลังเล็กที่อยู่ไม่ไกลแล้ว
“สหายน้อยลู่ นี่เจ้าจะ...”
ลู่สืออันชะงักฝีเท้า หันกลับมาประสานมือคารวะ “ขออภัยท่านอาจารย์ ถือว่าข้าสละสิทธิ์และยอมแพ้ก็แล้วกัน”
“อะไรนะ?”
ทุกคนพลันส่งเสียงฮือฮา
เพิ่งแต่งบทกวีอันน่าตื่นตะลึงออกมาแท้ ๆ กลับหันมาบอกว่ายอมแพ้เสียอย่างนั้น นี่เห็นทุกคนเป็นของเล่นหรือไร
ลู่สืออันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ หิ้วกระบี่พิธีการจากไปอย่างอารมณ์ดี
จูเก่อจิ่นกำลังจะเอ่ยปากห้าม
ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนไป
ทุกคนเงยหน้ามอง เห็นแสงสีเขียวหลายร้อยสายวนเวียนอยู่รอบหลี่เยวี่ยเหยาไม่หยุด
จูเก่อจิ่น ซูเจี้ยนซาน เฉินเยี่ยนเซียว และพระชายาสกุลเว่ย ต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน
จูเก่อจิ่นเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อว่า “พลังเที่ยงธรรมอันยิ่งใหญ่ร้อยสาย! นี่เป็นผลงานชั้นสามจริง ๆ แถมยังเป็นบทกวีฝากรักอีกด้วย!”
“บทกวีฝากรัก?”
บัณฑิตหลายคนที่อยู่ข้าง ๆ มองหน้ากัน ชายร่างท้วมเล็กน้อยอย่างหลิวกั๋วอันถามด้วยความสงสัยว่า “ขอท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วย บทกวีฝากรักนี้มีความหมายอย่างไรหรือ?”
ใบหน้าแก่ชราของจูเก่อจิ่นแดงก่ำ เขาอ้าปากแล้วหุบลง คล้ายมีเรื่องลำบากใจจะเอ่ย
เฉินเยี่ยนเซียวที่เมามายอยู่ข้าง ๆ กลับหัวเราะแล้วอธิบายให้ทุกคนฟังว่า “บทกวีฝากรักไม่มีประโยชน์ต่อผู้แต่งแม้แต่น้อย ใช้ต่อกรกับศัตรูก็ไม่ได้ ทั้งยังไม่อาจย้อนกลับมาช่วยเพิ่มพูนขอบเขตพลังของตนได้ ประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือมอบพลังเที่ยงธรรมอันยิ่งใหญ่ให้ผู้อื่น นี่เป็นสิ่งที่หญิงคณิกาผู้รักษาพรหมจรรย์ทั้งหลายโปรดปรานที่สุด แต่งเพียงบทเดียวก็ไม่ต้องจ่ายค่าค้างคืนหลายร้อยตำลึงแล้ว”
