“เด็กคนนี้ช่างเป็นอัจฉริยะเหนือสามัญจริง ๆ!”
จูเก่อจิ่นเงยหน้ามองลู่สืออัน แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม จากนั้นก็รีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม “การประลองรอบนี้ สำนักศึกษาหมิงเต๋อเป็นฝ่ายชนะ ทั้งสองฝ่ายจงนำพลังเที่ยงธรรมอันยิ่งใหญ่มาชำระล้างจิตแห่งอักษรก่อน อีกหนึ่งก้านธูปค่อยเริ่มการประลองรอบถัดไป”
เว่ยชิงหยวนมองหลี่ซิงเหยาที่กำลังยิ้มหน้าบานอย่างไม่ยินยอม สายตาพลันเหลือบไปทางลู่สืออัน ผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
หากไม่ใช่เพราะลู่สืออัน นางคงไม่แพ้
หลี่ซิงเหยาเพิ่งเข้าสู่ระดับขั้นสอง ส่วนเว่ยชิงหยวนอยู่ในขั้นบ่มเพาะปราณระดับขั้นสามแล้ว ระดับการบำเพ็ญของนางสูงกว่าหลี่ซิงเหยาถึงหนึ่งขั้นใหญ่
เหตุที่รอบนี้พ่ายแพ้ ล้วนเป็นเพราะความรู้ความสามารถของลู่สืออันโดดเด่นเกินไป
นางหันไปมองซูจื่อจ่าน ศิษย์น้องเล็กที่อยู่ด้านหลังอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเอ่ยเสียงเข้ม “ศิษย์น้องเล็ก รอบหน้าถึงตาเจ้าแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาชนะเขาให้ได้!”
ซูจื่อจ่านชะงักไป ก่อนตอบด้วยสีหน้ากล้ำกลืน “ศิษย์พี่ เมื่อครู่ท่านเป็นคนบอกเองว่าข้าแค่นั่งดูอยู่ข้างหลังก็พอ แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงโยนความรับผิดชอบมาให้ข้าเล่า ไม่ยุติธรรมเลย...”
เว่ยชิงหยวนขมวดคิ้วด้วยความโมโห แล้วเขกหัวซูจื่อจ่านไปทีหนึ่ง “ไม่ยุติธรรมตรงไหน? หลี่ซิงเหยาอยู่ขั้นสงบจิตระดับขั้นสอง เจ้าก็อยู่ขั้นสงบจิตระดับขั้นสอง ให้เจ้าแข่งกับพวกนางสิถึงจะยุติธรรมที่สุด ส่วนข้าเป็นถึงขั้นบ่มเพาะปราณระดับขั้นสาม ต่อให้ชนะก็ไม่สง่างามอยู่ดี”
“ถ้าอย่างนั้นก็ชนะให้ได้สิ”
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
ซูจื่อจ่านรีบยกมือปิดปาก ส่ายหน้าอย่างรู้สึกผิด “มะ... ไม่มีอะไร”
เว่ยชิงหยวนเห็นเช่นนั้นก็ส่งเสียงฮึอย่างได้ใจ “อย่างนี้ค่อยใช้ได้ ข้าจะไปชำระล้างจิตแห่งอักษรก่อน เจ้าจงไตร่ตรองให้ดี หากแพ้แล้ว ข้าจะจัดการเจ้าให้สาสม”
