คืนฝนพรำ
เสียงฝนกระหน่ำตกกระทบใบไม้ดังเปาะแปะ ราวกับกลบเสียงรบกวนทุกอย่างจนหมดสิ้น
ทันใดนั้น เสียงแหลมของหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“เชิงเซิง เจ้าต้องซื้อกระเป๋าใบนั้นที่ข้าหมายตาไว้ให้ข้า ไม่อย่างนั้นคืนนี้เจ้าก็ไปอยู่ข้างนอก”
ขณะพูด หญิงคนนั้นก็ผลักเด็กคนหนึ่งที่ดูอายุราวหกถึงเจ็ดขวบออกมา
เด็กชายน้อยที่ยืนอยู่กลางสายฝนเงยหน้าขึ้น
ร่างทั้งร่างของเขาเปียกโชก เส้นผมสีดำแนบหน้าผาก ยิ่งขับให้ใบหน้าดูงดงามประณีต
ทั้งใบหน้าและริมฝีปากของเขาซีดขาว ดูราวกับเพิ่งหายจากอาการป่วยหนักได้ไม่นาน แต่เพราะหน้าตาหล่อเหลาจนเกินไป ต่อให้สีหน้าเย็นชาราวกับกำลังโกรธ ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกกดดัน กลับชวนให้อยากบีบแก้มเขาสักที
“หัวจิง” เด็กชายเอ่ยขึ้น น้ำเสียงยังไร้เดียงสาตามวัย ทว่ากลับสุขุมเกินกว่าจะเป็นเสียงของเด็ก “ถ้าข้าใช้เงินในบัตร นักล่าแวมไพร์จะตามรอยมา ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะตกอยู่ในอันตรายด้วย”
“งั้นเราก็ไปซื้อไกล ๆ สิ” หัวจิงขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิด “พูดไปพูดมา เจ้าก็แค่ไม่ยอมซื้อ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็อย่าเข้าบ้านข้าอีก”
พูดจบ นางก็ถอยหลังไปครึ่งก้าวแล้วปิดประตูอย่างแรง
เชิงเซิงจ้องประตูบานนั้น สีหน้าไร้อารมณ์
ก่อนหน้านี้นางเกือบกลายเป็นทาสเลือด ถึงกับคุกเข่ากับพื้นวิงวอนให้เขาช่วย
ตอนนี้กลับไล่เขาออกมาเพียงเพราะกระเป๋าใบเดียว
ทั้งที่นางรู้ดีว่าเขาสูญเสียพลังทั้งหมดไปชั่วคราว ตอนนี้เขาแทบไม่ต่างอะไรกับเด็กธรรมดาคนหนึ่ง
เชิงเซิงหันหลังเดินฝ่าสายฝนจากไป
ไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าไร ฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนแสงไฟริมถนนในสายตาเริ่มพร่าเลือน
เชิงเซิงเดินไปนั่งพิงกำแพงอยู่ใต้ชายคา ความร้อนรุ่มและหนักอึ้งในหัวทำให้เขาคิดอะไรไม่ออก
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากที่ไม่ไกล
เชิงเซิงออกแรงลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกางร่มเดินเข้ามาจากระยะไกล
เขาขยับถอยลึกเข้าไปใต้ชายคา ไม่อยากดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย
หญิงสาวคนนั้นส่งเสียง “เอ๊ะ” ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วเดินตรงมาหาเขา
