“หมายความว่าอย่างไร?” เจียงหยวนชะงักงัน พลันนึกตามไม่ทัน
เสี่ยวหลินพูดต่อว่า “ลองคิดดูสิ หากโอวหยางซีไม่ต้องการเงินตั้งแต่แรก เขาก็ควรยืนกรานให้เจ้าขอโทษ แต่คำพูดที่เขาพูดกับเซี้ยหวนหวนกลับฟังดูเหมือนกำลังเรียกราคาเพิ่มมากกว่า”
อู๋จื่ออวิ๋นพยักหน้า “ใช่แล้ว แถมเซี้ยหวนหวนยังอัดเสียงไว้ล่วงหน้า นั่นแสดงว่าโอวหยางซีต้องการเงินจำนวนนี้มาตั้งแต่แรก พวกเขาจงใจยั่วโมโหเจ้า เพื่อให้เจ้ายอมจ่ายเงินเพิ่ม”
เจียงหยวนได้สติ สีหน้าพลันเขียวคล้ำ ก่อนจะสาวเท้าเร็วรี่เข้าไปในห้องเรียน
เพื่อนร่วมชั้นในห้องเห็นนางหน้าดำคร่ำเครียด เดินตรงไปหาเซี้ยหวนหวนอย่างเดือดดาล ทุกคนจึงพากันเงียบลง ทำท่ารอดูเรื่องสนุก
นางเดินไปหยุดตรงหน้าโต๊ะของเซี้ยหวนหวน แล้วตบโต๊ะดังปัง “เซี้ยหวนหวน! เจ้าและโอวหยางซีจงใจใช่ไหม! พวกเจ้าต้องการเงินตั้งแต่แรกแล้ว ใช่หรือไม่?”
แน่นอนว่าเซี้ยหวนหวนไม่มีทางยอมรับ จึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง “เจ้าพูดอะไรน่ะ”
“อย่าคิดว่าจะหลอกข้าได้!”
เซี้ยหวนหวนกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา “หรือว่าเจ้าอยากได้เงินคืน แล้วอ่านจดหมายสำนึกผิดต่อหน้าทุกคนหรือ?”
ร่างของเจียงหยวนแข็งทื่อไปทั้งตัว
นางไม่อยากขอโทษ
แต่พอคิดว่าถูกเซี้ยหวนหวนกับโอวหยางซีหลอกเข้าให้ ไฟโทสะในอกก็แผดเผาจนทั่วร่างอึดอัดไปหมด
นางกำหมัดแน่น อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง แทบอยากพลิกโต๊ะตรงหน้าให้คว่ำ
นางสูดหายใจลึกอยู่หลายครั้ง กว่าจะข่มไฟโทสะที่พุ่งขึ้นถึงศีรษะลงได้ ก่อนกล่าวเสียงต่ำว่า “เซี้ยหวนหวน ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่”
