หวังชุนเหมยตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ “แม่เจ้า! ที่แท้สหายฮั่วเก่งกาจขนาดนี้! เมื่อกี้ไม่กี่กระบวนท่านั้นเหมือนยอดฝีมือในหนังไม่มีผิด!”
โจวเหวยหมินเองก็อดทอดถอนใจไม่ได้ “คนเรามองกันแค่ภายนอกไม่ได้จริง ๆ ระหว่างทางเขาแทบไม่พูดอะไรเลย ไม่นึกเลยว่าจะมีฝีมือดีขนาดนี้ แถมยังกล้าหาญช่วยเหลือผู้อื่นอีก”
หลิวฟางเอ่ยด้วยแววตาภาคภูมิใจ “สหายฮั่วกล้าหาญจริง ๆ โจรคนนั้นมีมีดด้วยนะ คนทั่วไปไม่กล้าพุ่งเข้าไปหรอก”
น้ำเสียงของเธอเจือความชื่นชมและสนใจอย่างปิดไม่มิด สายตาจับจ้องตามแผ่นหลังของฮั่วชิงหลิงที่เดินจากไป
หลี่ซิ่วเจวียนกระซิบว่า “เมื่อกี้ฉันเกือบตกใจตายแน่ะ...”
ซูม่านม่านไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งเงียบ ๆ
เธอไม่ได้แปลกใจกับฝีมือของฮั่วชิงหลิง เขาเคยเป็นทหารมาถึง 5 ปีนี่นา แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะเก่งขนาดนี้
จากท่าทีถ่อมตัวตลอดทางของเขา น่าจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นจุดสนใจถึงจะถูก
ราว 20 นาทีต่อมา ฮั่วชิงหลิงก็กลับมาที่ตู้โดยสาร
ทันทีที่เขาปรากฏตัว สายตารอบข้างก็หันไปมองพร้อมกัน
มีทั้งความเลื่อมใส ความอยากรู้อยากเห็น และการพินิจพิจารณา
ฮั่วชิงหลิงทำราวกับไม่รู้สึกถึงสายตาเหล่านั้น เดินตรงกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง นั่งลง กอดอกอีกครั้ง แล้วหลับตา
ท่าทางยังคงเย็นชาและชวนให้คนไม่กล้าเข้าใกล้เหมือนเดิม ทว่าในสายตาของทุกคนตอนนี้ มันไม่ใช่ความเก็บตัวเย็นชาอีกต่อไป แต่เป็นบุคลิกของยอดฝีมือผู้เก็บงำความสามารถ
โจวเหวยหมินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “สหายฮั่ว เมื่อกี้ต้องขอบคุณคุณจริง ๆ คุณช่วยเรียกคืนทรัพย์สินให้ประชาชน แถมยังจับคนร้ายไว้ได้ เป็นแบบอย่างที่พวกเราควรเรียนรู้”
