ป้าสะใภ้ใหญ่ซูเหลือบมองของที่มีอยู่นิดเดียว พลางเคาะตะหลิวกับหม้อดังปัง ๆ ก่อนจะขึ้นเสียงทันที “มีแค่นี้เองเหรอ? ช่วงนี้ผักในตลาดแพงจะตายอยู่แล้ว นี่มันจะบีบกันให้ตายหรือไง! คนทั้งบ้านมีปากตั้งหลายปาก ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป คงต้องอดอยากกันแล้ว”
นางบ่นไปพลาง ชำเลืองมองซูม่านม่านทางหางตาไปพลาง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูดทันควัน “ม่านม่าน โรงงานพวกเธอใกล้จ่ายเงินเดือนแล้วใช่ไหม เดือนนี้ได้เท่าไรล่ะ? เงิน 15 หยวนที่เธอให้เมื่อเดือนก่อนจะพอได้ยังไง แค่ซื้อข้าวสารก็เกินแล้ว! พ่อแม่เธอไม่อยู่ ค่าใช้จ่ายในบ้านนี้เธอก็ต้องใส่ใจบ้างสิ!”
มาอีกแล้ว
นับตั้งแต่พ่อแม่จากไป ทุกครั้งที่ใกล้ถึงวันรับเงินเดือนของซูม่านม่าน เสียงเร่งรัดจากป้าสะใภ้ใหญ่ซูก็จะดังขึ้นตรงเวลาเหมือนนาฬิกาปลุก
ชาติที่แล้วเธอขี้ขลาด ทั้งยังคิดว่าอย่างไรเสียก็อาศัยอยู่ด้วยกัน ทุกครั้งที่ได้เงินเดือน เงินส่วนใหญ่จึงถูกรีดไปด้วยข้ออ้างอย่าง “ค่าใช้จ่ายในบ้าน” “เงินกตัญญูให้ย่า” และ “เรื่องด่วนของครอบครัว” จนแทบไม่เหลืออะไรอยู่ในมือ
แต่เงินที่จ่ายไปก็ไม่เคยแลกกับสิ่งใด นอกจากอาหารจืดชืดและถ้อยคำเย็นชา
ซูหยวนหยวนช่วยพูดสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ใช่แล้วม่านม่าน ช่วงนี้ข้าวของแพงขึ้นมาก แม่ฉันดูแลบ้านก็ไม่ง่าย เธอมีงานมีเงินเดือน คนในครอบครัวก็ต้องช่วยกันแบ่งเบาภาระสิ”
คำพูดฟังดูดี แต่ไม่เคยเห็นเธอควักเงินออกมาสักแดง รายได้จากงานชั่วคราวของเธอถูกเก็บเอาไว้เองอย่างแน่นหนา ทั้งซื้อครีมหิมะ ทั้งซื้อยางรัดผมเส้นใหม่ ไม่ขาดสักอย่าง
