ตอนแรกซูม่านม่านทำได้แค่หลบซ่อนและร้องไห้ ผลก็คือเธอถูกจัดให้ทำงานที่เหนื่อยและสกปรกที่สุด คะแนนแรงงานก็ถูกหัก อาหารการกินบางครั้งก็ “บังเอิญ” ขาดหายไป ส่วนกลางดึกก็มีเสียงประหลาดดังมาจากนอกประตู... ซูม่านม่านเหมือนลูกแกะที่หลงเข้าไปในฝูงหมาป่า ทั้งหวาดกลัวและไร้ที่พึ่ง
จุดเปลี่ยนเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกันนะ? ตั้งแต่พี่สาวใจดีที่พักห้องเดียวกันแอบเอาขี้เถ้าจากเตามาป้ายหน้าเธอ
พี่สาวคนนั้นกระซิบเสียงเบาว่า “ม่านม่าน ที่นี่ความสวยไม่ใช่โชคดี แต่เป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้าย เธอต้องเรียนรู้ที่จะซ่อนตัวเองไว้”
ซูม่านม่านเริ่มจงใจ “ทำลาย” รูปลักษณ์ของตัวเอง
เธอไม่ล้างหน้าในตอนเช้า ปล่อยให้ลมทรายแห้งแล้งทางตะวันตกเฉียงเหนือพัดจนผิวหน้าแตกแห้งและแดงก่ำ แอบเอาขี้เถ้าจากเตามาทาที่หน้าและลำคอ ให้ผิวดูหม่นหมองสกปรก ตัดผมให้สั้นกว่าเดิมแล้วรวบลวก ๆ จนดูเหมือนไม่เคยหวีผม ตั้งใจห่อไหล่และหลังค่อม ทำให้รูปร่างเพรียวบางดูเทอะทะ ฝึกให้สายตาเหม่อลอยและว่างเปล่า ไม่กล้าสบตาใครนานเกินไป โดยเฉพาะผู้ชาย
“แกล้งทำตัวขี้เหร่” คือทักษะอย่างแรกที่เธอเรียนรู้ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และยังเป็นภูมิปัญญาในการเอาตัวรอดที่สำคัญที่สุดด้วย
เมื่อเวลาผ่านไป สายตาร้ายกาจเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง แม้ยังมีคนคอยกลั่นแกล้งอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ไม่จ้องเล่นงานเธอเพียงเพราะหน้าตาสวยอีกแล้ว
ซูม่านม่านเรียนรู้ว่าจะออกแรงน้อยลงอย่างไรระหว่างทำงานส่วนรวม โดยไม่ให้ดูเหมือนอู้งานจนเกินไป เรียนรู้ว่าผักป่าชนิดไหนพอกินได้ รู้ว่าจะขอข้าวต้มข้น ๆ เพิ่มจากพ่อครัวขี้เหนียวได้อย่างไร และรู้ว่าจะเอาเสื้อผ้ากับผ้าห่มทั้งหมดมาทับตัวแล้วขดอยู่ให้ผ่านคืนอันยาวนานในอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์สิบกว่าองศาได้อย่างไร
