ซูเฉินวางสายโทรศัพท์
หน้าจอโทรศัพท์เก่า ๆ ค่อย ๆ ดับลง
ห้องนั่งเล่นเงียบไปสองวินาที
เจ้าหญิงจ้าวยืนนิ่งค้างอยู่กับที่
เธอกลอกเปลือกตาที่กรีดอายไลเนอร์เข้มจัดขึ้น ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก
เสียงหัวเราะแหลมเสียดหูเบียดออกมาจากลำคอ
“ฮาฮาฮาฮา!”
เจ้าหญิงจ้าวกุมท้อง หัวเราะจนตัวเอนไปเอนมา
สร้อยไข่มุกที่คอสั่นไหวอย่างรุนแรง กระทบกระดุมชุดเดรสผ้าไหมตัวยาว
“ซื้อทั้งถนน? ทุ่มเงินจนกว่าพวกเขาจะยอมขาย?”
นิ้วที่ทาเล็บสีแดงสดของเธอแทบจะจิ้มโดนปลายจมูกซูเฉิน
“ซูเฉิน คุณถูกกระตุ้นมากเกินไปจนสมองพังไปแล้วหรือไง?”
เย่ชิงเฉิงยืนแนบกำแพงสีขาวที่สีหลุดร่อน
เหงื่อเย็นชุ่มเสื้อผ้าไหมที่สวมอยู่ด้านในจนเปียกไปทั้งแผ่นหลัง
เธอรู้ดีว่าสายโทรศัพท์ของซูเฉินเมื่อครู่มีน้ำหนักเพียงใด
นั่นไม่ใช่คำพูดบ้า ๆ ที่แสร้งทำเป็นเสียสติ
แต่มันคือใบมีดประหารที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของตระกูลเย่ทั้งตระกูล
“แม่ อย่าพูดแล้วค่ะ”
เย่ชิงเฉิงพุ่งเข้าไป ใช้สองมือดึงแขนเจ้าหญิงจ้าว
ข้อนิ้วของเธอขาวซีดเพราะออกแรง
“พวกเรากลับกันเถอะค่ะ กลับตอนนี้เลย”
“คุณมาดึงฉันทำไม!”
เจ้าหญิงจ้าวสะบัดมือลูกสาวออกอย่างแรง
รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดัง “ตึก”
“วันนี้ฉันจะดูให้เห็นกับตา ว่าไอ้ขยะที่ล้างจานอยู่ในสลัมคนนี้จะใช้ปากซื้อถนนทั้งสายได้อย่างไร!”
เธอหันไปมองกวาดเฟอร์นิเจอร์เก่าโทรมในห้องเช่าอย่างดูแคลน
“สามนาทีใช่ไหม? ได้”
เจ้าหญิงจ้าวล้วงโทรศัพท์สั่งทำพิเศษประดับเพชรเม็ดเล็กเต็มเครื่องออกมาจากกระเป๋าถือ
เธอกดเปิดหน้าจอ
“ฉันจะจับเวลาให้ ครบสามนาทีแล้วถ้าคุณซื้อไม่ได้ ฉันจะรื้อประตูพัง ๆ นี่ทิ้ง”
นาฬิกาแขวนบนผนังยังคงเดิน
“ติ๊ก ต็อก”
ทุกเสียงราวกับเคาะกระทบเส้นประสาทของเย่ชิงเฉิง
เธออยากอ้าปากอธิบาย
อยากบอกแม่ว่าเมื่อครู่ซูเฉินเพิ่งใช้เงินสามหมื่นล้านดอลลาร์ช่วยชีวิตตระกูลเย่เอาไว้
