ในห้องโถงส่วนตัวของร้านน้ำชา เถาอี๋กล่าวติเตียนไม่หยุดปาก พอวิจารณ์ว่าลู่เว่ยอิ่นไร้ความเกรงใจไม่รู้จักสูงต่ำ ก็ยืดเยื้อไปถึงรูปโฉม กล่าวหาว่านางเป็นคนใจร้ายหน้าตาถมึงทึง ไร้วาสนาอาภัพ
สุดท้ายแม้แต่เครื่องแต่งกายก็ถูกยกขึ้นมาประณาม
ดีๆ แต่งชุดขาวสะอาดตา ไม่รู้เรื่องก็จะคิดว่าไปร่วมงานศพ
ลู่ฮวนเกอเหมือนห้ามปราม จริงๆ แล้วกำลังเติมเชื้อไฟ ขอเพียงทำให้ลู่เว่ยอิ่นขัดใจ นางก็ไม่มีทางพลาดโอกาส
ด้านนอกประตู เหมยเซียงสาวใช้ของเถาอี๋ออกไปเร่งเด็กเสิร์ฟให้รีบนำน้ำชาและขนมขึ้นมา
ซวงอวี๋ที่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังอยู่ไม่เป็นสุข รู้สึกเหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องเขม็งมาที่นางจากมุมมืด
สมดังคาด เหมยเซียงเพิ่งเดินจากไป พลันมีมือคู่หนึ่งปิดปากนางไว้ แล้วดึงนางเข้าไปในห้องโถงส่วนตัวข้างๆ
ซวงอวี๋รู้สึกเพียงภาพตรงหน้าวูบไหว เท้ายังยืนไม่มั่นคง ก็ถูกกดลงบนโต๊ะ
ในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสะท้อนใบหน้าเย็นชาของลู่เว่ยอิ่น ซวงอวี๋อยากจะพูดอะไร แต่ปากถูกปิด เปล่งเสียงได้เพียงอู้อี้โดยไม่รู้ความ
ลู่เว่ยอิ่นถือถ้วยชา ดวงตาดำขุ่นมองนางอย่างหยิ่งยโส “อยากตายหรือ?”
ซวงอวี๋ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว เม็ดน้ำตาที่กระเด็นหล่นลงมาจนผ้าปูโต๊ะเปียก
“เช่นนั้นก็อยากมีชีวิตอยู่?”
ซวงอวี๋ผงกศีรษะเหมือนสากตำข้าว
ลู่เว่ยอิ่นส่งสัญญาณด้วยสายตา ฉ่ายเซียงจึงปล่อยคนแล้ว มือเลื่อนผ่านเอว ดึงกระบี่อ่อนคมวาววับออกมาวางบนโต๊ะ ทำให้ซวงอวี๋ตกใจจนวิญญาณแทบหลุด
นางเม้มริมฝีปากแน่น หวาดกลัวว่าจะเปล่งเสียงออกมาจนก่อภัยถึงชีวิต
ลู่เว่ยอิ่นเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “เจ้าใช่คนที่ไปส่งข่าวให้ตระกูลหอหรือไม่?”
ซวงอวี๋ส่ายหน้าอย่างไม่ต้องคิด
“พูดมา!”
ลู่เว่ยอิ่นแววตาเฉียบคม น้ำเสียงไม่สูง แต่เต็มไปด้วยอำนาจข่มขวัญ
ซวงอวี๋เปลี่ยนจากส่ายหน้าเป็นโบกมือ “ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้าจริงๆ ไม่ใช่...”
ถ้วยชาวางลงบนโต๊ะค่อนข้างหนัก “เช่นนั้นใคร?”
“คือ...คือ...”
ซวงอวี๋ใช้ความคิดอย่างหนัก อยากหาใครสักคนมาเป็นแพะ จนปัญญาที่ตื่นตระหนกเกินไป ในหัวรกรุงรัง กลับคิดชื่อใครไม่ออกเลยสักคน
ลู่เว่ยอิ่นแสยะยิ้มที่มุมปาก “เจ้าทราบหรือว่าข้าหมายถึงตระกูลหอใด?”
