เซียวเป่ยยวนนั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเก้าอี้ เมื่อเห็นลู่เว่ยอิ่นเดินเข้ามา ไม่เพียงแต่ไม่เรียกขานว่าพี่สาวอย่างสนิทสนมเช่นปกติ ยังเบือนหน้าหนี กระฟัดกระเฟียดไม่ยอมมองนาง
“กินอาหารเช้าแล้วหรือยัง” ลู่เว่ยอิ่นทักทายตามปกติ
เซียวเป่ยยวนจึงหันหน้ากลับมา จ้องเขม็งแต่ไม่ปริปาก
ลู่เว่ยอิ่นกลับไม่แม้แต่จะมองนางสักนิด ก็เดินเข้าห้องในไปชำระล้างเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
เซียวเป่ยยวนถูกปล่อยให้ค้างอยู่ด้านนอก เดิมทีตั้งใจมาเอาความ ครานี้กลับร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมา
นางทำเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่า ทำให้พี่สาวโกรธแล้วรึ
แต่นางยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ!
หัวใจดวงหนึ่งบิดเกร็งยิ่งกว่าผ้าเช็ดหน้าในมือเสียอีก เซียวเป่ยยวนชะเง้อมองเข้าไปในห้องในเป็นระยะ บนเก้าอี้ราวกับมีตะปูปักอยู่ นั่ง ๆ นอน ๆ ไม่อยู่สุข
ในที่สุด ลู่เว่ยอิ่นก็แต่งตัวเรียบร้อยเดินออกมา
เซียวเป่ยยวนรีบนั่งให้เรียบร้อย ทำแก้มป่อง เอาแขนไขว้หน้าอก เบือนหน้าไปอีกทาง สีหน้าเต็มไปด้วยข้อความว่า “รีบถามข้าว่าเป็นอะไรมาสิ”
ลู่เว่ยอิ่นกลั้นหัวเราะไม่อยู่ สั่งให้ไฉโหรวนำคนออกไป แล้วนั่งลงข้างเซียวเป่ยยวน รู้อยู่แล้วแต่ทำเป็นถาม “ไฉนมาแต่เช้านัก”
เซียวเป่ยยวนควักจดหมายออกมา วางดังเผียะลงบนโต๊ะ
“พี่สาวอยากอ่านจดหมาย เหตุใดไม่บอกข้าตรง ๆ เล่า ถึงกับต้องให้ยายเฒ่ามาลักไป”
คำถามหนึ่ง ประโยค หลุดออกจากปากสาวน้อย ช่างเต็มไปด้วยความน้อยใจ น้ำเสียงยังไม่ทันจบ นัยน์ตาก็แดงก่ำ
ลู่เว่ยอิ่นกล่าวว่า “เมื่อวานฉ่ายเซียงกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ ไฉโหรวไปส่งนางที่ประตู พบเข้าเจ้าปลอมตัวเป็นสาวใช้แอบหนีออกจากจวน”
น้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างยิ่ง กลับทำให้เซียวเป่ยยวนใจเต้นตุบ ๆ อย่างหวาดกลัว
พี่สาวจับได้ว่านางแอบหนีออกจากจวน เช่นนั้นท่านย่า…
“วางใจเถิด ข้าไม่ได้บอกท่านย่า” ลู่เว่ยอิ่นยิ้มเอ็นดู
เซียวเป่ยยวนลืมไปในทันทีว่าตนมาที่นี่เพื่ออะไร ลุกลนจนต้องกลืนน้ำลาย
ลู่เว่ยอิ่นตบมือนางเบา ๆ “ถูกขังอยู่ในจวนทั้งวัน ย่อมมีเบื่อหน่ายบ้าง นาน ๆ ออกไปข้างนอกเปลี่ยนบรรยากาศ แม้ไม่ค่อยสมควร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านย่า”
เซียวเป่ยยวนผงกหัวรัวเร็วราวกับลูกเจี๊ยบจิกเมล็ดข้าว “จริงจริง”
