ภายในห้องแม้จะเก็บกระถางธูปออกแล้ว แต่กลับมีกลิ่นหอมหวานเย้ายวนระเรื่ออยู่
เมื่อครู่ไปเดินบนเรือสำราญมา กลิ่นเครื่องหอมของสตรีติดเต็มกายยิ่งนัก คาดไม่ถึงว่าเซียวตงถิงจะมาเยือน ลู่เว่ยอิ่นจึงเพียงเร่งเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ยังไม่ทันได้ชำระล้างร่างกาย
นางมีสีหน้าเป็นปกติ “คงเป็นเพราะไม่ได้เปิดหน้าต่างให้ลมผ่าน”
เซียวตงถิงซักถามต่อไม่ลดละ “นี่กลิ่นเครื่องหอมอะไรหรือ พิเศษยิ่งนัก!”
“น่าจะเป็นกลิ่นจากเครื่องบำรุงผมที่ไฉโหรวทำขึ้น เมื่อคืนได้ใช้ครั้งหนึ่ง คิดไม่ถึงว่ากลิ่นจะรุนแรงถึงเพียงนี้” ลู่เว่ยอิ่นสูดดมเล็กน้อย สีหน้าไม่เปลี่ยน
“น้องสาวลู่ชื่นชอบกลิ่นนี้หรือไม่”
ลู่เว่ยอิ่นยิ้มบางหลุบตา เผยความจนใจเล็กน้อย “อย่างไรเสียก็เป็นน้ำใจของไฉโหรว”
นั่นหมายถึงไม่ชอบ
เซียวตงถิงปรายตาขุ่นมองไฉโหรวแวบหนึ่ง น้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันจับต้องไม่ได้ “หลังจากนี้เพียงปรนนิบัติคุณหนูให้ดี เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องทำอีก”
ออกไปข้างนอกพร้อมกลิ่นหอมเช่นนี้ จะอัปยศหน้าตาจวนโหวหย่งชาง
ไฉโหรวแสดงสีหน้าตื่นตระหนก “บ่าวทราบแล้ว”
เจียนเจียนไปส่งเซียวตงถิงที่ประตู ไฉโหรวลูบอกถอนหายใจยาว “ผ่านไปได้เสียที”
ลู่เว่ยอิ่นครุ่นคิดไม่เอ่ยวาจา
คุณชายใหญ่เซียวผู้นี้ไม่ได้หลอกง่ายเช่นนี้ คงจะเริ่มสงสัยแล้วเป็นแน่
เขาจับตาจ้องนางแน่นิ่งอยู่ได้ ทำไมกัน ราวกับตัดสินใจแน่แล้วว่านางจะทำเรื่องชั่วร้ายอะไรสักอย่าง...
พักสองวัน ‘อาการป่วย’ ของลู่เว่ยอิ่นก็หายดี
นางไปที่ว่านโส่วถังเพื่อคารวะไท่จวิน มีไฉโหรวติดตาม
ทราบว่าเป็นสาวใช้ที่เพิ่งซื้อมา ไท่จวินจึงอดไม่ได้ที่จะสังเกตมากกว่าปกติ เห็นไฉโหรววางตัวเหมาะสม ปรนนิบัติได้ละเอียดลออ ในใจก็พึงพอใจยิ่งนัก
ลู่เว่ยอิ่นถือโอกาสเอ่ยว่า “ช่วงสองวันที่ป่วย รู้สึกว่าคนรับใช้ใกล้ชิดยังน้อยไปบ้าง พอดีน้องสาวของไฉโหรวก็กำลังหางาน ข้าคิดว่าจะซื้อนางเข้าร่วมจวนด้วย ท่านย่า ท่านว่าเช่นไร”
ผ่านการอยู่ร่วมกันช่วงหนึ่ง นางกับไท่จวินสนิทสนมกันขึ้นมาก พูดจาก็ไม่ต้องระมัดระวังเช่นแต่ก่อน
ไท่จวินพยักหน้า “ได้ พี่น้องอยู่ด้วยกัน จะได้ดูแลกันและกัน”
