เจียงอวี้ไป๋กำลังเอื้อมมือไปหยิบแว่นตาบนโต๊ะข้างเตียง พอได้ยินเช่นนั้น มือก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก้มมองความตื่นตระหนกที่ซ่อนอยู่ในดวงตาเธอไม่มิด ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีอะไร แค่นอนไม่ค่อยสนิท พลิกตัวไปมาตลอด”
พูดจบ เขาก็สวมแว่นกรอบทอง เลนส์แว่นบดบังความมืดหม่นลึกในดวงตาได้อย่างมิดชิด
เวินหร่วนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “ก็ดีแล้วค่ะ”
ดวงตาดำขลับของเจียงอวี้ไป๋ทอดมองใบหน้าซีดเซียวของเธอ น้ำเสียงหนักแน่นจนไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “วันนี้ไม่ต้องไปสถาบันการแปลระดับสูง”
“ค่ะ” เวินหร่วนพยักหน้า “ผู้อำนวยการอนุมัติวันลาให้ฉันสองวันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
จังหวะนั้นเอง เสียงเรียกเข้าเฉพาะของโทรศัพท์เขาก็ดังขึ้น ชื่อเจียงวั่นซิงกะพริบอยู่บนหน้าจอ
เธออยู่แผนกข่าวของกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบดูแลสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศโดยเฉพาะ
โทรเข้ามาเวลานี้ เห็นได้ชัดว่ามีเหตุเร่งด่วนเกี่ยวกับงาน
เวินหร่วนเห็นเข้าพอดี เธอก้มตาลง ราวกับถูกดึงกลับจากโลกจินตนาการสู่ความเป็นจริง
เจียงอวี้ไป๋กดรับสายอย่างใจเย็น เสียงร้อนรนของเจียงวั่นซิงดังมาจากปลายสาย “อวี้ไป๋ ร่างข่าวสำหรับตรวจทานก่อนเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อเช้ามีข้อผิดพลาดสำคัญ คณะผู้แทนต่างประเทศมาถึงก่อนกำหนด ทางกระทรวงให้คุณรีบมาช่วยจัดการต่อ”
หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที นิ้วที่กำโทรศัพท์กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย “คุมสถานการณ์ไว้ก่อน เก็บต้นฉบับทั้งหมดที่ยังไม่ได้เผยแพร่ให้เรียบร้อย ฉันจะไปถึงในยี่สิบนาที”
วางสายแล้ว เขาก็รีบลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม
เวินหร่วนมองท่าทางร้อนใจของเขา เส้นสายที่ขึงอยู่ในใจก็พลอยตึงขึ้นมา
แต่งงานกันมาสามปี เธอแทบไม่เคยเห็นเขาเสียอาการเช่นนี้
เขาเป็นคนสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอด ต่อให้ต้องเผชิญกับงานแถลงข่าวต่างประเทศขนาดใหญ่ก็ยังสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่เพียงเจียงวั่นซิงโทรมา สภาวะอารมณ์ของเขากลับแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน
