เวินหร่วนรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษในทันที ความเจ็บแปลบจากปลายนิ้วที่จิกลงกลางฝ่ามือช่วยดึงสติของเธอกลับมาได้บ้าง
เธอจ้องเวินปั๋วเหวินเขม็ง น้ำเสียงเย็นเยียบจนสั่นเครือ “ฉันไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ คุณพูดให้ชัดเจนที”
“ก็งานเลี้ยงวันเกิดพ่อน่ะสิ” เวินปั๋วเหวินกลอกตาอย่างรำคาญ น้ำเสียงเจือแววเยาะเย้ย “แต่งตัวมาแบบนี้แล้วยังมายืนอยู่ตรงนี้ จะมาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องกับฉันอีกทำไม”
ตูม—
เลือดในกายเวินหร่วนคล้ายหยุดไหล คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
ที่แท้ ตั้งแต่ต้นจนจบ เวินช่าวคังก็ใช้เรื่องงานเป็นข้ออ้าง ล่อให้เธอติดกับโดยไม่ทันระแวง
“คุณเต๋อช่างตกลงร่วมมือกับตระกูลเวินแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ล่ามเลย ใช่ไหม” เวินหร่วนถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ไม่อย่างนั้นจะอะไรล่ะ” เวินปั๋วเหวินมองเวินหร่วนราวกับมองคนปัญญาอ่อน “พ่อฉันอุตส่าห์ไปหาคนจากสถาบันการแปลระดับสูงมาเป็นพิเศษ เพื่อให้เธอยอมมา เธอคิดว่ามีใครอยากได้เธอไปแปลหรือไง”
เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของเธอ เขาก็พูดเสริมอย่างแดกดัน “ทำไมล่ะ ผู้อำนวยการเจียงจะทิ้งเธอแล้วหรือไง ถึงได้กระทบกระเทือนจนสมองมีปัญหา”
คำพูดนั้นราวกับน้ำเย็นจัดราดลงบนศีรษะเวินหร่วน หนาวเหน็บตั้งแต่หัวจรดเท้า ความคลื่นเหียนและอึดอัดที่ปั่นป่วนอยู่ในท้องเกินจะฝืนกลั้นไว้อีกต่อไป
ตอนนี้เธออยากหนีไปจากที่นี่เท่านั้น
“ฉันขอตัวก่อน”
เวินหร่วนไม่สนใจหน้าที่การงานอีกต่อไป หันหลังแล้วรีบหนีไปอย่างรวดเร็ว
เธอวิ่งเหยาะ ๆ ไปตามทางเดิน ก่อนผลักประตูเหล็กของบันไดหนีไฟเปิดออกอย่างแรง
เวินปั๋วเหวินมองแผ่นหลังที่ลนลานของเธอ พลางขมวดคิ้วด้วยความฉงน
