“คุณประธานจี้มีปัญหาอะไรหรือคะ” เวินหร่วนถามกลับด้วยแววตาเรียบเฉย “ฉันยังมีธุระอื่นต้องจัดการ ขอตัวก่อนนะคะ”
คำพูดของเธอทุกคำเต็มไปด้วยหนามและขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจน ทิ่มแทงจนจี้สื่อเหยียนรู้สึกอึดอัดแน่นอก
“คุณ...”
เวินหร่วนไม่เปิดโอกาสให้จี้สื่อเหยียนพูดจาหาเรื่องต่อ เธอเบี่ยงตัวเดินผ่านเขาไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“สวัสดีค่ะ ขอสอบถามหน่อยว่าห้องประชุมรับรองคณะต่างประเทศอยู่ที่ไหนคะ”
พนักงานตอบอย่างสุภาพ ก่อนจะรูดบัตรนำเวินหร่วนกับหลินเชี่ยเข้าไปในลิฟต์
หลินเชี่ยหลุบขนตาลง ปิดบังคลื่นอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในดวงตา
จี้สื่อเหยียนมองตามแผ่นหลังของเวินหร่วนที่ลับหายไป สีหน้าดำคล้ำดูไม่น่ามอง บรรยากาศรอบตัวแผ่แรงกดดันออกมาเต็มเปี่ยม
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าเวินหร่วนคนเดิมที่ก้มหน้าก้มตาเชื่อฟังนั้นมองแล้วสบายตากว่า
อย่างน้อยคำพูดก็ไม่บาดหูขนาดนี้
ชั้นห้า หน้าห้องประชุมสุดทางเดิน
เวินหร่วนกล่าวขอบคุณพนักงานที่นำทาง ก่อนจะเคาะประตูแล้วเดินเข้าไป
ซูถี ล่ามที่ติดตามคณะผู้แทนต่างประเทศ ลุกขึ้นทักทาย “คุณเวิน ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วค่ะ ฉันซูถีค่ะ”
“สวัสดีค่ะ” เวินหร่วนพยักหน้า
หลังทักทายกันตามมารยาท ทั้งสองก็เข้าสู่โหมดทำงานอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงตรวจสอบขั้นตอนการต้อนรับแขกต่างชาติและกำหนดรายละเอียดงานล่ามในงานเลี้ยง
ตลอดสี่สิบนาที เวินหร่วนไม่เพียงสงบนิ่งและไม่ตื่นตระหนก แต่ยังคิดเป็นระบบรอบคอบจนหาเรื่องตำหนิไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
ซูถีอดมองเธอใหม่ไม่ได้
การประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนทยอยออกจากห้อง
หลินเชี่ยเดินเข้ามาข้างกายเธออย่างกระตือรือร้น “รุ่นพี่คะ เมื่อกี้รุ่นพี่นิ่งมากเลยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างระดับตำราเรียนเลย ฉันต้องขอเรียนรู้จากรุ่นพี่ให้มาก ๆ แล้วค่ะ”
