เว่ยซวนพาฉีจินเยว่กับว่านฉีหลินออกจากสำนักงานอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางก็กำชับรายละเอียดเกี่ยวกับค่ายอย่างถี่ถ้วน
“กองพันที่ 3 มีทั้งหมดหกกองร้อยรบ หนึ่งกองร้อยสื่อสาร และหนึ่งกองร้อยหน่วยสนับสนุน ผมเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 1”
“ที่นี่ ภารกิจประจำวันของพวกเราคือฝึกกับลาดตระเวนป่า วันนี้ผมจะพาพวกคุณไปจัดที่พัก แล้วทำความคุ้นเคยกับค่ายก่อน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกคุณจะต้องฝึกร่วมกับทุกคน”
“อ้อ ใช่สิ กองร้อยที่ 1 มีแต่ทหารชาย ฉีจินเยว่ คุณคงต้องไปอยู่กับทหารหญิงของหน่วยแพทย์ไปก่อน”
เว่ยซวนพาทั้งสองเดินดูรอบค่ายหนึ่งรอบ จากนั้นก็ไปควบคุมการฝึกของทหารที่บริเวณหลังเขา
“ฉีจินเยว่ เมื่อกี้คุณคิดอะไรอยู่ ถึงกล้าเถียงกับผู้บังคับกองร้อยแบบนั้น?”
พอเว่ยซวนออกไป ว่านฉีหลินก็ขยับเข้ามาหาพร้อมสีหน้าเลื่อมใสเต็มเปี่ยม
เขามีใบหน้าแบบเด็ก ๆ เวลายิ้มก็ดูไร้พิษภัย แต่กลับเป็นยอดฝีมือด้านการต่อสู้ ไม่อย่างนั้นจะถูกส่งมาที่นี่พร้อมกับฉีจินเยว่ได้อย่างไร?
ฉีจินเยว่เป็นคนระแวดระวังตัวสูง เธอขยับเว้นระยะห่างจากอีกฝ่ายอย่างแนบเนียน ก่อนยิ้มแห้ง ๆ แล้วแก้คำพูดของว่านฉีหลิน
“ขอบคุณที่ชม แต่นั่นไม่ใช่การเถียง ฉันแค่เสนอความคิดเห็นของตัวเองอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น”
ฉีจินเยว่ชูนิ้วชี้ขึ้นมาโบกไปมา ศีรษะก็โยกตามไปด้วย สีหน้าผ่อนคลายอย่างที่หาได้ยาก
ว่านฉีหลินกลอกตา พูดอย่างจนปัญญา “ได้ ๆ คุณว่าไงก็ว่างั้นแหละ”
จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่อง “ไป ๆ พวกเราไปเบิกของใช้ส่วนตัวกันก่อน คืนนี้ต้องนอนให้เต็มอิ่ม พรุ่งนี้ถึงจะมีแรงฝึก”
