เมื่อได้ยินชายคนนั้นเอ่ยชมว่าเธอสวย เย่หยุนถังก็ใจเต้นรัว
เธอแทบไม่กล้าสบตาเขา รีบก้าวไปข้างหน้าอย่างลนลาน ก่อนยืนตรงอยู่ในแถวและจงใจเว้นระยะห่างจากเขา
เพิ่งยืนได้ไม่นาน เธอก็รู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาอย่างไม่อาจมองข้าม
ไม่หนักหน่วงนัก แต่กลับทำให้หัวใจเธอพลันบีบรัด
เธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วบังเอิญสบเข้ากับแววตาพินิจพิเคราะห์ของซูชิงหรัน
ซูชิงหรันมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนเบนสายตาไปทางเซียวหลิ่น
เย่หยุนถังครุ่นคิดอยู่ในใจ
หรือซูชิงหรันจะดูอะไรออกแล้ว?
เย่หยุนถังฝืนกดความกระวนกระวายในใจเอาไว้ สีหน้าไม่เผยพิรุธแม้แต่น้อย
ไม่นาน คุณปู่เซียวก็เดินทางมาถึง
เขาสวมชุดจงซานสีเทาเข้ม ดูกระฉับกระเฉงแข็งแรง เปี่ยมด้วยบารมีของผู้มีอำนาจที่แม้ไม่ต้องเกรี้ยวกราดก็ทำให้ผู้คนเกรงขาม
ผู้อำนวยการจิ้งกับผู้อำนวยการเส้ารีบก้าวเข้าไปต้อนรับด้วยความเคารพ
ฉินเฟิงในฐานะเจ้าหน้าที่ต้อนรับก็เดินตามไปด้วย สีหน้าเบิกบานจนเฉิงเหล่ยกับซ่งเช่ออดขมวดคิ้วพร้อมกันไม่ได้
เฉิงเหล่ยลดเสียงพูดกับซ่งเช่อว่า “ดูสิ เขาได้โอกาสอวดดีอีกแล้ว”
ซ่งเช่อพยักหน้าเงียบ ๆ “นั่นสิ ถ้าเขาได้อาศัยบารมีของแม่ทัพเก่าจริง ๆ ต่อไปไม่รู้จะหาทางกลั่นแกล้งหัวหน้าพวกเรายังไงบ้าง”
ทั้งคู่พูดพลางมองไปยังเซียวหลิ่นซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าของแถวโดยไม่รู้ตัว
เซียวหลิ่นยืนสง่าผ่าเผย แผ่นหลังตรงดุจต้นสน ไม่มีแววอิจฉาหรือประจบเอาใจแม้แต่น้อย ดวงตาลุ่มลึกสงบนิ่ง สีหน้ามั่นคงสุขุม ราวกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่แม่ทัพเก่าผู้ทรงอำนาจ แต่เป็นเพียงชายชราธรรมดาคนหนึ่ง
“หัวหน้าพวกเราจิตใจมั่นคงจริง ๆ ถ้าแม่ทัพเก่าเดินมาหาฉัน ฉันคงต้องก้มคำนับเก้าสิบองศา ขาสั่นพั่บ ๆ ไปแล้ว”
“ไม่งั้นจะเป็นหัวหน้าพวกเราได้ยังไงล่ะ”
คุณปู่เซียวทักทายทุกคนทีละคน เมื่อสายตาเลื่อนไปถึงเซียวหลิ่นก็เพียงกวาดผ่านไป
