เฉียวอิ้งไม่รู้เลยว่าตอนนางหลับมีคนเรียกนางว่าคนโง่ หลังพักอยู่ในโรงเตี๊ยมมาสามวัน บาดแผลบนกายของนางก็เกือบหายดีแล้ว ทว่านางกลับมีเรื่องให้กลัดกลุ้มขึ้นมาใหม่
เฉียวอิ้งวางเงินที่แลกมาจากเครื่องประดับก่อนหน้านี้ลงบนโต๊ะ นับแล้วนับอีก สุดท้ายก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ตกอยู่ในสภาพสิ้นเรี่ยวแรง
เสียงครึกครื้นจากถนนดังลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ปะปนกับเสียงลม อบอวลด้วยบรรยากาศชีวิตผู้คนอย่างยิ่ง
เชิ่นชิงหยวีนั่งฟังเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอก พลางจิบชาจากถ้วย ท่าทางสงบนิ่งสบายอารมณ์ เขาได้ยินเสียงถอนหายใจของเด็กสาว จึงยิ้มถามว่า “เจ้ากำลังกลัดกลุ้มเรื่องใดหรือ”
“หากใช้เงินต่อไปเช่นนี้ อีกไม่นานเงินของข้าคงไม่พอแล้ว เชิ่นชิงหยวี พวกเราไม่มีปัญญาพักโรงเตี๊ยมแห่งนี้ต่อแล้ว”
ก่อนหน้านี้นางยังเรียกเขาอย่างเป็นระเบียบว่า ‘คุณชายเชิ่น’ แต่หลังออกจากเมืองฟ่งหวงมา นางกลับเรียก ‘เชิ่นชิงหยวี’ คล่องปากขึ้นทุกที
เชิ่นชิงหยวีหาได้ใส่ใจไม่ “ไปหาที่พักแรมกลางแจ้งสักแห่ง ก็ใช่ว่าจะไม่ได้”
“ท่านทำได้ แต่ข้าทำไม่ได้” เฉียวอิ้งปฏิเสธเด็ดขาด ก่อนเก็บเงินทั้งหมดใส่ถุงเงิน ชั่งน้ำหนักที่เบาหวิวในมือ ดวงตาคู่นั้นมีคำว่า ‘กลัดกลุ้ม’ เขียนอยู่เต็มไปหมด
เฉียวอิ้งกลอกตาไปมาแล้วกล่าวว่า “พวกเราออกไปเดินเล่นกันเถิด ข้าอยากดูว่ามีวิธีหาเงินสุจริตแบบใดบ้าง”
เชิ่นชิงหยวียิ้ม “ได้สิ”
นี่คือเมืองแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองฟ่งหวงกับมณฑลหยุนหลิง มีชื่อว่า ‘ฟางชุ่น’ เนื่องจากตั้งอยู่ ณ จุดบรรจบของเส้นทางการค้าหลายสาย จึงมั่งคั่งอย่างยิ่ง
ผู้คนเดินขวักไขว่บนถนน เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าดังไม่ขาดสาย
วันนี้แดดจ้าเป็นพิเศษ เฉียวอิ้งกางร่มคันหนึ่ง บังแสงตะวันเจิดจ้าให้เด็กหนุ่มผิวซีด
รูปลักษณ์ของเชิ่นชิงหยวีโดดเด่นเป็นพิเศษ จึงดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย หลายคนคาดเดาว่าเขาเป็นปีศาจหรือไม่ แต่กลิ่นอายของเขาสงบ รอยยิ้มเป็นมิตร ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนร้าย
