หวังต้าหลางเป็นคนใจดี เขาเอ่ยบอกภรรยา นางซานเหนียง แล้วจึงเดินไปส่งเฉียวอิ้งกับเสิ่นชิงหยวีออกจากเมืองด้วยตนเอง หลังทั้งสองออกจากเมืองมาได้ไม่นาน ก็พบขบวนพ่อค้าซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังมณฑลหยุนหลิงบนถนนหลวงพอดี
เฉียวอิ้งมอบเงินให้ขบวนพ่อค้า ขอให้พวกเขาพาตนกับเสิ่นชิงหยวีไปด้วยสักระยะ เพียงแค่พาคนสองคนร่วมทางไปด้วยเท่านั้น พ่อค้าได้รับเงินแล้วย่อมยินดีเป็นธรรมดา
แม้จะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทว่าแสงแดดยามบ่ายวันนี้ยังคงร้อนแรงอยู่บ้าง
เสิ่นชิงหยวีนั่งอยู่บนรถม้าที่บรรทุกสินค้าเต็มคัน แผ่นหลังพิงกองลังไม้ ร่างกายผ่อนคลาย ท่าทางดูเกียจคร้านอยู่หลายส่วน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงเงาร่มที่ทอดเข้ามาอย่างอ่อนโยน บังแสงแดดที่แผดเผาใบหน้าด้านข้างของเขาไว้พอดี ชั่วพริบตาก็รู้สึกเย็นสบายขึ้นไม่น้อย
จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหญิงสาวดังก้องข้างหู “เจ้าหิวหรือไม่”
มุมปากเสิ่นชิงหยวีขยับเล็กน้อย “หิว”
เฉียวอิ้งนั่งเอียงกายอยู่ข้างเขา กางร่มกระดาษน้ำมันออก บังแดดให้เขาพอดี นับว่าช่วยผิวขาวผ่องราวหยกของเขาไว้ได้ด้วย
นางหยิบเสบียงแห้งที่เตรียมไว้จากห่อสัมภาระ นำแผ่นแป้งออกมาหนึ่งแผ่นแล้วแบ่งครึ่ง ใส่ลงในมือของเขา
เสิ่นชิงหยวีไม่ใส่ใจว่ามีของกินอะไรถูกยัดใส่มือ ขอเพียงกินได้ เขาก็ยกขึ้นจ่อปากอย่างเป็นธรรมชาติ กัดแผ่นแป้งไปคำหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็อดไม่ได้ที่จะลูบไม้เดินตาบอดที่ถืออยู่ สัมผัสเย็นเฉียบ ภายใต้ท้องฟ้าแจ่มใสเช่นนี้ช่างเย็นสบายยิ่งนัก
เฉียวอิ้งกินแผ่นแป้งอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ พลางชำเลืองมองเขา แล้วเลื่อนร่มในมือไปทางเขาอีกนิด เพื่อบังแสงแดดที่ไม่รู้จักกาลเทศะได้ดียิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มเปลี่ยนมาสวมชุดสีครามตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมา ซึ่งขับเน้นรูปร่างผอมเพรียวของเขาได้เป็นอย่างดี
ใต้เงาร่มที่เอียงเข้ามา ผมขาวถูกสายลมพัดจนไหวระริก ผ้าแพรที่ปิดดวงตาขยับขึ้นลงตามลมหายใจ ราวกับมีแสงพร่าเลือนปกคลุมอยู่ แม้แต่เงาไม้แตกกระจายที่ตกลงบนไหล่ก็ยังแตะแต้มกลิ่นอายล่องลอยเหนือโลกีย์อยู่หลายส่วน ดูราวกับผู้ที่ก้าวลงมาจากหมู่เมฆ
ทว่าแผ่นแป้งครึ่งหนึ่งในมือกลับเติมกลิ่นอายสามัญของมนุษย์ให้เขาอย่างน่าประหลาด
เขากล่าวว่า “เจ้าจ้องข้าอีกแล้ว”
เฉียวอิ้งยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “เจ้ายังจับได้อีกแล้วหรือ”
เสิ่นชิงหยวีหัวเราะเบา ๆ “เพราะข้าหน้าตาดีหรือ”
เฉียวอิ้งพยักหน้า “ใช่ เพราะเจ้าหน้าตาดี”
นางช่างแปลกประหลาดนัก
เสิ่นชิงหยวีคิดในใจ
เมื่อคืนเพิ่งหนีรอดจากปากเสือมาได้ วันนี้นางก็สามารถตั้งสติและคิดหาหนทางต่อไปได้อย่างรวดเร็ว หากเขาไม่รู้ว่ายามค่ำนางหวาดกลัวเรื่องการฆ่าคนจนฝันร้ายไม่หยุด เกือบจะร้องไห้ออกมาแล้วละก็ เขาคงคิดจริง ๆ ว่าหญิงสาวอ่อนแอธรรมดาผู้นี้มีจิตใจเข้มแข็งจนยากจะหยั่งถึง
คนในขบวนพ่อค้าร้องบอกมาจากด้านหน้าว่า “แม่นาง ถึงทางแยกแล้ว”
เสิ่นชิงหยวีจะไปมณฑลหยุนหลิง ส่วนเฉียวอิ้งจะไปเมืองอวี่
เพราะหวังต้าหลางเคยเห็นจี้หยกที่นางสวมอยู่ จี้หยกสีขาวนั้นโปร่งใสยิ่ง ลวดลายแกะสลักประณีตเป็นพิเศษ หวังต้าหลางบอกว่ามีเพียงช่างฝีมือจากเมืองแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า “เมืองอวี่” เท่านั้น จึงจะสร้างจี้หยกงดงามไร้ตำหนิเช่นนี้ได้
หากเฉียวอิ้งอยากรู้ว่าตนมาจากที่ใด ก็ต้องไปเมืองอวี่สักครั้ง
ตรงทางแยกแห่งนี้เอง นางกับเสิ่นชิงหยวีจำต้องแยกทางกัน
ก่อนจากกัน เฉียวอิ้งวางร่มกระดาษน้ำมันในมือลงบนมือเขา “ดูท่าคงยังร้อนอยู่อีกพักใหญ่ ผิวเจ้าดีถึงเพียงนี้ หากถูกแดดเผาเสียก็น่าเสียดาย ร่มคันนี้ให้เจ้าใช้บังแดด”
เสิ่นชิงหยวีกำด้ามร่มไว้ พลางยิ้มบาง ๆ “ได้”
เฉียวอิ้งลงจากรถม้า เมื่อเท้าแตะพื้นแล้ว นางก็หันกลับไปมองเด็กหนุ่มชุดครามผมขาวผู้นั้น ชั่วขณะหนึ่งกลับลืมไปว่าเขามองไม่เห็น จึงโบกมือให้เขา “คุณชายเชิ่น เดินทางปลอดภัย ไว้มีวาสนาค่อยพบกันอีก”
เสิ่นชิงหยวีพยักหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มชวนให้ครุ่นคิดอยู่หลายส่วน “ไว้มีวาสนาค่อยพบกันอีก”
คนในขบวนพ่อค้าพาเด็กหนุ่มร่างผอมบางจากไป เฉียวอิ้งรู้สึกใจหายอยู่บ้าง อย่างไรเสีย เสิ่นชิงหยวีก็นับเป็นคนดีเพียงคนเดียวที่นางพบหลังลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมความทรงจำที่ขาดหาย ทั้งสองยังผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันอีกด้วย
แต่ไม่นานนางก็ถือว่านี่เป็นเพียงความผูกพันแบบลูกนก แล้วตั้งสติขึ้นใหม่ หันมองไปยังอีกเส้นทางหนึ่ง ก่อนรวบรวมกำลังใจออกเดิน
คนที่จะไปเมืองอวี่มีไม่มาก นางจึงหารถร่วมทางได้ไม่ง่ายนัก
เฉียวอิ้งเดินไปตามทางหลวงอยู่เพียงลำพังเป็นเวลานาน ครั้นก้มหน้าลง นางก็เห็นศิลาแบ่งเขตที่เสียหายแทบไม่เหลือชิ้นดี ศิลานั้นเก่าแก่อย่างยิ่ง ยังพอมองเห็นคำว่า “ฟ่งหวง” ได้ราง ๆ
ทว่าบนศิลาแบ่งเขตกลับมีรอยกระบี่หลายรอยที่ทรงพลังปรากฏชัดเจน
เฉียวอิ้งได้สติกลับคืนมา แล้วกวาดตามองไปรอบด้านอีกครั้ง คราวนี้จึงตระหนักว่าตนเดินตามทางแยกมา แต่กลับวนย้อนเข้าสู่เขตเมืองฟ่งหวงอีกแล้ว
ขณะที่นางกำลังสงสัย จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังขึ้น
“แม่นางเฉียว เหตุใดเจ้าถึงกลับมาอีกแล้ว”
เฉียวอิ้งหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นนางซานเหนียงที่อุ้มเด็กอยู่ ส่วนข้างกายนางซานเหนียงคือหวังต้าหลางที่แบกฟืนไว้ ทั้งสามีภรรยาต่างมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อพบเฉียวอิ้งที่นี่
เฉียวอิ้งมองภูเขาป่าโดยรอบ “ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้กลับเข้ามาในเขตเมืองฟ่งหวงอีกแล้ว”
หวังต้าหลางกล่าวว่า “เส้นทางในเมืองฟ่งหวงของเราคดเคี้ยวซับซ้อนอยู่แล้ว แม่นางคงเดินผิดทางไปชั่วขณะ แล้วก็วนกลับมาอีก”
นางซานเหนียงยิ้มกล่าวว่า “มิใช่หรือ แต่ก่อนเมืองฟ่งหวงของเราเป็นภูเขาฟ่งหวง เดิมทีก็สร้างอิงตามเส้นทางบนเขา ไม่ต้องพูดถึงคนต่างถิ่นเลย บางครั้งคนท้องถิ่นอย่างพวกเราเผลอเพียงนิดเดียว ก็ยังเดินผิดทางได้”
หวังต้าหลางเป็นคนดี จึงเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “ฟ้าใกล้มืดแล้ว แถวนี้ก็ไม่มีบ้านคนอื่น แม่นางเฉียวเดินทางกลางคืนคนเดียวไม่ปลอดภัย มิสู้กลับไปพักที่บ้านเราอีกสักคืน พรุ่งนี้ข้าจะไปส่งเจ้าออกจากเมืองด้วยตนเอง”
ทารกในอ้อมแขนนางซานเหนียงยื่นมือออกมา ส่งเสียงอ้อแอ้พลางเผยรอยยิ้ม ราวกับกำลังเห็นด้วยกับคำพูดของบิดามารดา
เฉียวอิ้งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ข้าจำได้ว่าในเมืองมีโรงเตี๊ยม ข้าไม่อยากรบกวนพวกท่าน เช่นนั้นข้าไปพักที่โรงเตี๊ยมสักคืนก็แล้วกัน”
หวังต้าหลางไม่ได้คะยั้นคะยอ “เช่นนั้นแม่นางเฉียวก็กลับไปกับพวกเราเถิด อย่าเดินผิดทางอีกเล่า”
เฉียวอิ้งพยักหน้า เดินตามสองสามีภรรยาไป
นางซานเหนียงหันกลับมาชวนคุยกับนาง “คุณชายผู้นั้นไม่ใช่พี่ชายของแม่นางใช่หรือไม่”
เฉียวอิ้งไม่ปิดบังอีกต่อไป “คุณชายเชิ่นเป็นสหายของข้า ที่บอกว่าเป็นพี่น้องกัน ก็เพราะกลัวพวกท่านจะคิดมาก ต้องขออภัยด้วย”
“เดินทางข้างนอก ระมัดระวังไว้ย่อมดีแล้ว พวกเราเข้าใจ” นางซานเหนียงถามอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วเหตุใดคุณชายเชิ่นผู้นั้นจึงไม่ได้เดินทางไปกับแม่นางในตอนนี้เล่า”
“เขามีที่ที่ต้องไป ส่วนข้าก็มีที่ที่ต้องไปเช่นกัน”
“เป็นเช่นนี้เอง” นางซานเหนียงยิ้ม แล้วไม่พูดอะไรอีก หันไปหยอกล้อเด็กน้อยที่ห่ออยู่ในผ้าอ้อมแทน
เฉียวอิ้งเดินตามหลังพวกเขาไปอย่างไม่เร่งไม่ช้า เมื่อราตรีมาเยือน ดวงจันทร์ลอยสูง เสียงลมพัดผ่าน เงาไม้ไหวเอน หางตาของนางก็เหลือบเห็นเงาบนพื้น
เงาคนสองร่างบิดเบี้ยวไปมาในความมืด จนชั่วขณะหนึ่งมองไม่ออกว่าเป็นรูปร่างของคน
เฉียวอิ้งพลันเกร็งเครียดขึ้น แล้วเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังสองร่างเบื้องหน้า
เล็บของหวังต้าหลางกับนางซานเหนียงเป็นสีเทาขาว บนผิวหนังมีปื้นสีดำผุดขึ้นมาให้เห็นราง ๆ ใบหน้าของทั้งสองภายใต้แสงจันทร์กลับขาวซีดจนน่าขนลุก
เสียงหัวเราะของทารกดังก้องอยู่ในราตรี เพิ่มความพิกลอยู่หลายส่วนอย่างไร้สาเหตุ
ฝีเท้าของเฉียวอิ้งช้าลงเรื่อย ๆ หวังต้าหลางหันมามองด้วยความห่วงใย “แม่นาง เดินไม่ไหวแล้วหรือ”
นางซานเหนียงเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง “แม่นางเฉียวเดินทางมานาน คงเหนื่อยแล้วกระมัง ต้าหลาง มิสู้เจ้าแบกแม่นางไปเถิด”
“ไม่ ไม่ได้ เรื่องนี้ไม่เหมาะสมตามธรรมเนียม” เฉียวอิ้งรีบปฏิเสธ ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้บอบบางถึงเพียงนั้น ยังเดินไหว พวกท่านนำทางไปก่อนเถิด”
“แถวนี้มีแต่ภูเขา พอตกกลางคืนอาจมีสัตว์ป่าออกมาทำร้ายคนได้ เมื่อก่อนยังมีเสือร้ายฉวยโอกาสตอนพวกเราไม่อยู่บ้าน เกือบคาบลูกของพวกเราไปกินเสียแล้ว” นางซานเหนียงกล่าวด้วยความหวาดผวา “แม่นางเฉียว พวกเราต้องรีบเดินให้เร็วขึ้นแล้ว”
เฉียวอิ้งพยักหน้า “ได้ ข้าทราบแล้ว”
ฝีเท้าของหวังต้าหลางกับนางซานเหนียงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ หากจะกล่าวว่ารีบร้อนกลับบ้าน มิสู้บอกว่าพวกเขากำลังรีบไปทำบางสิ่งบางอย่างจะเหมาะกว่า
ตอนแรกเฉียวอิ้งเดินตามพวกเขาอย่างรวดเร็ว ครั้นเห็นว่าหวังต้าหลางกับนางซานเหนียงไม่ได้สงสัยอะไร นางก็แอบชะลอฝีเท้าลง ก่อนหันหลังกลับ หมุนตัว แล้ววิ่งย้อนกลับไปอย่างฉับไวเด็ดขาด
