“ไปกันเถอะ พาพวกเจ้าออกไปเดินเล่น”
หลิวว่านเซินตบหัวแม่เสือดาวเบา ๆ ก่อนหมุนตัวเดินออกไปทางประตูอาราม
แม่เสือดาวฟังคำพูดของเขาไม่เข้าใจ แต่กลับยื่นหัวมาถูฝ่ามือหลิวว่านเซินด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นหลิวว่านเซินเดินห่างออกไป มันก็รีบพาลูกเสือดาวเดินตามทันที
บาดแผลจากเมื่อหลายวันก่อนหายดีแล้วก็จริง แต่แม่เสือดาวยังคงชอบอยู่ใกล้หลิวว่านเซิน
โดยเฉพาะพลังปราณที่แผ่ออกมาจากตัวเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงทำให้มันรู้สึกสบายไปทั้งตัว แต่ยังช่วยให้บาดแผลฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย
เมื่อคืนตอนบำเพ็ญเพียร เสือดาวลายทั้งสองหมอบหลับอยู่บนตัวเขาตลอดคืน ก็เพราะเหตุนี้
รถออฟโรดสีดำที่จางฟู่อีขับมามีพื้นที่ภายในกว้างขวาง
แม้เบาะหลังจะมีคนหนึ่งคนกับเสือดาวอีกสองตัวนั่งอยู่ ก็ยังไม่รู้สึกคับแคบ
ไม่นานรถก็ขับออกจากเขาชิงฮุย
ตอนแรกเจ้าลูกเสือดาวยังหมอบอยู่ข้างหน้าต่างรถ มองบ้านเรือนกับต้นไม้ที่เคลื่อนถอยหลังไปอย่างตื่นเต้น
แต่พอความแปลกใหม่จางหาย มันก็เริ่มอยู่ไม่สุขอย่างรวดเร็ว
เดี๋ยวก็ปีนขึ้นไปบนเบาะ เดี๋ยวก็ปีนข้ามตักหลิวว่านเซิน ทั้งยังส่งเสียงร้องไม่หยุด
“อยู่นิ่ง ๆ หน่อย”
หลิวว่านเซินยื่นมือไปเคาะหัวมันเบา ๆ
เจ้าลูกเสือดาวก็เงียบลงทันที
มันซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนหลิวว่านเซิน อุ้งเท้าหน้าทั้งสองวางพาดบนชุดนักพรตสีขาว ก้มหัวต่ำ สีหน้าดูน้อยใจ
ส่วนแม่เสือดาวนั้นเงียบกว่าลูกมาก
ตอนแรกมันก็มองทิวทัศน์ด้านนอกผ่านหน้าต่างรถอยู่เหมือนกัน แต่ไม่นานก็หมดความสนใจ ก่อนจะตะแคงตัวหมอบบนเบาะและวางหัวโต ๆ ลงบนตักหลิวว่านเซิน
ล้อรถบดไปตามพื้นถนน หูของแม่เสือดาวกระดิกเป็นครั้งคราว ส่วนหางห้อยอยู่ข้างเบาะ ดูไม่เหมือนสัตว์ดุร้ายในป่าเลยสักนิด
จางฟู่อีจับพวงมาลัย พลางเหลือบมองเบาะหลังผ่านกระจกมองหลังเป็นระยะ
