หวังฉีกลับถึงห้องพักในโรงแรม หัวใจก็ยังเต้นรัวจนควบคุมไม่อยู่
เธอล็อกประตูจากด้านใน ก่อนจะเปิดกระเป๋าถือออกดู แล้วก็พบว่าภายในกระเป๋าที่ว่างเปล่ามาตลอดมีม้วนภาพเพิ่มขึ้นมาสองม้วน หวังฉีหยิบมันออกมา ความร้อนของม้วนภาพแผดเผาจนมือขวาของเธอเจ็บแสบ
ภาพทั้งสองภาพดูเหมือนจะเป็นโบราณวัตถุระดับสมบัติของชาติ ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นคิดอะไรอยู่ ถึงได้โยนของร้อนที่ชวนให้เดือดร้อนทั้งสองชิ้นมาให้เธอ เพียงเพราะเธอเป็นคนแผ่นดินใหญ่
แต่ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้ไม่ได้ทำอะไรเลย เขาค้นกระเป๋าของหวังฉี หยิบบัตรประชาชนของเธอออกมาจดจำ แล้วบอกว่าจะตามหาเธอให้เจอก่อนสิ้นปี เพื่อนำของไป
ยุคนี้กล้องวงจรปิดยังแทบไม่มี แล้วเขาเอาความมั่นใจมาจากไหน คิดแค่ว่าจำเลขบัตรประชาชนของเธอได้ก็จะตามหาเธอเจอ
หวังฉีเก็บภาพทั้งสองภาพกับเครื่องประดับของตัวเองไว้ในตู้เซฟ แม้จะเป็นวันแรกที่ทะลุมิติมา แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็มีมากเหลือเกิน หลังอาบน้ำอุ่น เธอจึงเอนตัวลงบนเตียงนุ่มโดยไม่ได้กินอะไร แล้วหลับไปทันที
เช้าวันถัดมา หวังฉีกินอาหารเช้าที่เลานจ์เอ็กเซ็กคิวทีฟของโรงแรมเสร็จ ก็ให้พนักงานช่วยจองตั๋วเรือเที่ยวเย็นจากฮ่องกงไปเผิงเฉิง
เธอตั้งใจว่าจะกลับโรงแรมไปเอากระเป๋าเดินทางแล้วออกเดินทางทันทีหลังเข้าร่วมงานพนันหินช่วงบ่าย เพราะมีของร้อนที่ชวนให้เดือดร้อนอยู่ในมือถึงสองชิ้น เธอไม่กล้าอยู่ฮ่องกงนาน เกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น
แม้เวลาจะกระชั้นชิด แต่หวังฉีก็วางแผนไว้แล้วว่าในช่วงสองปีนี้จะทำธุรกิจอะไร
ในยุค 90 คนจีนให้ความสำคัญกับเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทางมากขึ้นเรื่อย ๆ เสื้อผ้าก็มีแบบให้เลือกหลากหลายขึ้น แต่จะหลากหลายสักแค่ไหน จะมากไปกว่าที่คนยุคใหม่อย่างหวังฉี ซึ่งเดินทางมาจากปี 2022 และผ่านการเสพแฟชั่นหลากสีสันจนตาลาย รู้ได้อย่างไร!
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนหวังฉีเพิ่งเรียนจบ เธอก็ทำงานในวงการเสื้อผ้า จึงมีประสบการณ์ในสายงานนี้ไม่น้อย
ฮ่องกงเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่น ช่วงเช้าทั้งหมดเธอเดินสำรวจห้างสรรพสินค้าในฮ่องกง แถมยังซื้อเสื้อผ้ามาไม่น้อย แล้วใส่รวมไว้ในกระเป๋าเดินทางที่เพิ่งซื้อใหม่
ตอนเที่ยงเธอกลับโรงแรม วางกระเป๋าเดินทางไว้ แล้วสุ่มหาร้านอาหารสไตล์ฮ่องกงสักร้าน พอกินเสร็จก็นั่งแท็กซี่ตรงไปยังร้านหลงเฟิ่ง
ตอนหวังฉีไปถึงร้านหลงเฟิ่ง ผู้จัดการก็รออยู่ที่นั่นแล้ว
ลานพนันหินของร้านหลงเฟิ่งอยู่ไม่ไกลจากร้าน นั่งแท็กซี่ไปใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
ตอนนี้หวังฉีสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีขาวกับกางเกงยีนส์ขาบานเอวต่ำที่อวดรูปร่างสวยสะดุดตา ชุดนี้แม้จะไม่แพงเท่าชุดกระโปรงเมื่อวาน แต่ก็ดูเรียบง่ายและสง่างาม เมื่อจับคู่กับแหวนทับทิมบนนิ้วมือ ก็ให้ความรู้สึกหรูหราอย่างเรียบง่ายจนบอกไม่ถูก
ช่วงเที่ยงหวังฉีจัดทรงผมเล็กน้อย ตอนนี้ผมยาวของเธอเป็นลอนคลื่นใหญ่ ริมฝีปากแดงสดราวกับเปลวเพลิงกับแว่นกันแดดทรงตาแมวสีดำช่วยบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง
นี่แหละผลลัพธ์ที่หวังฉีต้องการ เพราะในโรงงานหินดิบแห่งนี้ เธอเห็นคนหลายคนจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ถ้าไม่ปิดบังหน้าตาไว้บ้าง คนกลุ่มนี้ต้องจำเธอได้แน่
ตอนนี้เธอยังไม่อยากให้หลินเฉินรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน และเธอก็ไม่ได้ตั้งตารอพิธีแต่งงานใหญ่โตหรูหราที่หลินเฉินเตรียมไว้ให้ทั้งคู่ด้วย
อย่ามองแค่ภายนอกว่าหลินเฉินดูสง่างาม สุภาพ อ่อนโยน และร่ำรวย คนที่สามารถบริหารกลุ่มบริษัทหลินอันใหญ่โตได้อย่างคล่องแคล่ว จะเป็นคนธรรมดาไปได้อย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นหลินเฉินในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หรือหลินเฉินที่บรรยายไว้ในนิยาย เขาต่างเป็นคนเจ้าเล่ห์ลึกล้ำและมีความต้องการควบคุมสูงมาก ไม่อย่างนั้นเจ้าของร่างเดิมคงไม่ห่างเหินจากคนอื่นตลอดแปดปีที่ผ่านมา นอกจากหลินเฉินแล้วก็แทบไม่ได้ติดต่อกับใครอีก
ถ้าเขารู้ว่าเธอหนีไป หลินเฉินต้องจับเธอขังไว้แน่ จนกว่าลูกจะคลอด
ยังดีที่เมื่อวานหลังหลินเฉินออกจากบ้านหลังเล็กสไตล์ตะวันตก เขาก็มุ่งหน้าไปสนามบินทันที ไม่อย่างนั้นป่านนี้เธอคงไม่ได้มายืนอยู่ที่นี่อย่างสบายใจ เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของการพนันหิน
“ผู้จัดการหยาง ช่วยแนะนำให้ฉันหน่อยค่ะ” หวังฉีมองกองหินดิบที่อยู่รอบตัวแล้วพูดกับผู้จัดการหยาง
ผู้จัดการหยางชี้ไปยังกองหินดิบมหึมาในลานแล้วอธิบายให้หวังฉีฟัง “กองนี้เพิ่งขนมาจากพม่าและลาว เป็นหินจากเหมืองใหม่ ส่วนทางนี้เป็นหินจากเหมืองเก่า โดยทั่วไปแล้วหินจากเหมืองเก่าจะดีกว่าหินจากเหมืองใหม่อยู่หน่อยครับ”
หวังฉีพยักหน้า แล้วมองกองหินดิบอีกกองที่มีขนาดต่างกัน ก่อนถามว่า “แล้วพวกนั้นล่ะคะ?”
“พวกนั้นเป็นหินที่เหลือจากคราวก่อนครับ” ส่วนเรื่องอื่นอย่างโอกาสที่จะเจอหยกในหินดิบพวกนี้มีน้อยเกินไป ไม่คุ้มจะดูต่อ ผู้จัดการหยางไม่ได้พูดมาก เพราะยิ่งขายหินดิบออกไปได้มาก เขาก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งมากขึ้น
ที่จริงหวังฉีมีความรู้เรื่องหยกอยู่บ้าง เธอเรียนรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน เพื่อเอาใจลูกค้า
ทางการมีเกณฑ์ประเมินคุณภาพหยกอยู่สามระดับ
ระดับแรกเป็นของธรรมดาที่พบได้ตามแผงขายของริมทาง เป็นแบบที่พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ชอบขายกัน ราคาตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อย ไม่มีมูลค่าสูงนัก
ระดับที่สองคือหยกระดับสินค้า มีสีเขียวมรกตกึ่งโปร่งแสงหรือสีเขียวลายจุด จัดเป็นหยกคุณภาพดีในระดับทั่วไป
ระดับที่สามเป็นระดับดีที่สุด เรียกว่าสีเขียวจักรพรรดิ หรือสีมรกตแท้ สีสันบริสุทธิ์ เขียวเข้มข้นสม่ำเสมอ ทั้งยังมีความโปร่งแสงสูง หาได้ยากมาก ราคาจึงสูงลิบลิ่ว
นอกจากนี้ คุณภาพของหยกยังพิจารณาจากสามด้าน หนึ่งคือเนื้อหยก สองคือสี และสามคือความโปร่งใส
เนื้อหยกหมายถึงเนื้อสัมผัส สีหมายถึงสีสัน ส่วนความโปร่งใสก็คือระดับที่แสงผ่านได้ สรุปก็คือ ถ้าเนื้อเนียนละเอียด สีสดเข้ม และโปร่งใส ก็ถือเป็นหยกชั้นดี ตรงกันข้ามก็เป็นของคุณภาพต่ำ
“ว้าว! เจอสีเขียวแล้ว!”
เสียงร้องอย่างตื่นเต้นดึงความสนใจของหวังฉีไป เธอเดินเข้าไปใกล้ตอนที่หินถูกผ่าออกไปแล้วครึ่งหนึ่ง ช่างตัดหยกใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดหน้าหินสีเขียว ก่อนจะร้องอย่างดีใจว่า “หยกเนื้อน้ำมันเขียว ความโปร่งใสไม่เลวเลยครับ! เถ้าแก่ฉิน คราวนี้ดวงดีเกินไปแล้วนะครับ!”
ตอนนี้เถ้าแก่ฉินหน้าตาเบิกบาน สีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ แต่ก็ยังแสร้งถ่อมตัว “ก็พอใช้ได้ครับ เทียบกับคราวก่อนที่ผ่าได้หยกเนื้อแก้วไม่ได้ หยกชิ้นนั้นสิถึงจะสวยจริง!”
เสียงประจบกับเสียงอิจฉาดังขึ้นรอบตัวเถ้าแก่ฉิน เมื่อมีเขาเป็นตัวอย่างให้เห็น หลายคนที่ยังลังเลอยู่ก็พากันลงมือเลือกหินดิบที่ถูกใจ
“คุณหวัง อยากเลือกสักสองสามก้อนไหมครับ?”
หวังฉีมองพวก “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่ถือแว่นขยายกับไฟฉายส่องหินไปมา ก่อนพยักหน้าให้ผู้จัดการ “มาแล้วทั้งที ฉันเลือกสักสองสามก้อนก็ได้ค่ะ แต่ว่า...คิดราคายังไงคะ?”
เมื่อเห็นว่าหวังฉีจะซื้อจริง รอยยิ้มบนใบหน้าผู้จัดการก็ยิ่งจริงใจขึ้น “หินดิบก้อนเล็กขนาดประมาณกำปั้นพวกนี้ ขายก้อนละ 500 หยวนครับ ส่วนก้อนใหญ่กว่านั้นขายตามน้ำหนัก กิโลกรัมละ 1,000 หยวน”
หวังฉีเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ราคานี้เรียกได้ว่าแพงสุด ๆ แล้ว เพราะในยุคนี้คนงานธรรมดาคนหนึ่งได้เงินเดือนประมาณ 500 หยวนเท่านั้น
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของหวังฉี ผู้จัดการก็รีบอธิบาย “ราคาหินดิบที่นี่ถือว่าคุ้มมากแล้วครับ นี่เป็นราคาสำหรับลูกค้าประจำด้วยซ้ำ ถ้าเป็นโรงงานหินดิบที่อื่น พวกที่ขายตามกิโลกรัมจะราคาตกเกือบกิโลกรัมละ 1,500 หยวนเลยครับ ส่วนหินดิบก้อนใหญ่ที่ผ่าเปิดไว้ครึ่งหนึ่งจนเห็นสีเขียว หรือผ่าเจอสีเขียวแล้วแต่ยังเปิดออกมาไม่หมด ราคาก็มีตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงหลายสิบล้านหยวนเลยครับ”
หวังฉีพยักหน้า มิน่าถึงมีคนบางคนที่ร่ำรวยข้ามคืนจากการพนันหิน หรือบางคนก็หมดตัวในคืนเดียว
มือขวาที่ห้อยอยู่ข้างตัวของหวังฉีกำแน่นเล็กน้อย ปกติเธอเป็นคนรอบคอบ แต่ก็ขี้เหนียวมากเหมือนกัน เงินก้อนนี้เธอไม่มีทางยอมเสียไปเปล่า ๆ แน่
“งั้นฉันเลือกสิบก้อนแล้วกันค่ะ ถือว่าเอาฤกษ์เอาชัย”
ผู้จัดการยิ่งยิ้มยินดี เขาว่าแล้วเชียวว่าผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นคนที่ไม่ขัดสนเงินทองแน่
หวังฉีแสร้งทำเป็นมือใหม่ ลูบคลำหินดิบทั้งบนพื้นและบนโต๊ะ เมื่อคนอื่นเห็นท่าทางของเธอก็รู้ทันทีว่าเธอเป็นมือใหม่ที่ไม่รู้อะไรเลย แน่นอนว่าหวังฉีก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง
เธอลูบคลำไปพลาง สัมผัสความอุ่นจากหินในมือไปพลาง “หินก้อนนี้หน้าตาเหมือนก้อนทองเลย ฉันเอาก้อนนี้ค่ะ!”
คำพูดของหวังฉีทำให้คนอื่นอดขำไม่ได้ ถึงขั้นมีคนหัวเราะเยาะออกมาตรง ๆ “ผู้หญิงนี่ผมยาวแต่ไร้ความรู้จริง ๆ ไม่รู้อะไรสักอย่างยังกล้าออกมาให้คนเขาหัวเราะเยาะอีก กลับบ้านไปเลี้ยงลูกไป๊!”
