อะไรนะ? ทำไมต้องบังคับให้ผมแต่งงานกับอัครมหาเสนาสตรี!

ตอนที่ 1 ข้า! อันดับหนึ่งแห่งราชธานี

8 นาที· 1.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

ราชวงศ์ต้าอวี้ ราชธานี

ตึกวั่งเยว่ คือแหล่งเสพสุขชั้นเลิศของราชธานี ในห้องลับสุดมุมชั้นสาม ยามนี้เต็มไปด้วยเสียงเพราะเมรีเย็นชื้น

“ศิษย์พี่เสวียนหมิง ขอคำตอบชัด ๆ สักคำเถิด บ่ายนี้จะไปนั่งฟ้ายังตุ้ยอวี้ฟาง หรือจะไปประชันจิ้งหรีดยังตรอกไป่ฮวา?” เจ้าจ้าวจั่วรุ่ย บุตรชายคนรองของรองมนตรีกระทรวงพิษฐา สะบัดพัดหุ้มทองคำ ทำหน้ากระตุ้นหมั่นไถ้ถาม

ผู้ถูกเรียกว่าศิษย์พี่เสวียนหมิงนั้น คือหลินเจา ผู้มีชื่อรองว่าเสวียนหมิง ซึ่งกำลังเอนกายลงบนเตียงนวลไม้จื่อถาน

เขาสวมฉลององค์สีขาวราวดวงจันทร์ ปล่อยคอกุ๊กกิ๊กคลายรัด มวยผมสีหมึกมัดด้วยเข็มกลัดหยกเพียงเส้นเดียว เส้นผมบางเส้นร่วงลงมาแตะแก้ม คิ้วดาบตาดาว รูปโฉมหาที่ติมิได้ แต่แฝงในดวงตาหยดน้ำผึ้งนั้น กลับมีความเกียจคร้านที่หนักอึ้งไม่มีวันระบาย

หลินเจาคว้ากินแตงกวาดมาหนึ่งกำมือ แทะอย่างเชื่องช้า แม้เปลือกตาก็ยังเกียจจะแหงนขึ้น

“ประชันจิ้งหรีดเหนื่อยนัก ฟังเพลงก็กลัวเหนื่อยใจ ตามความเห็นข้า ไม่มีเหมาะเท่ากลับอยู่ที่นี่ ให้ท่านผู้เชี่ยวชางวังเจ้าสำเร็จบรรเลงเพลงกาซึงหลิวเสวี่ยอีกครั้งหนึ่ง แล้วเราก็นอนสยบความรู้สึกอีกแรง เช่นนั้นจักเป็นความสุขสูงสุดมิใช่หรือ”

“โฮ๊ะ!”

บรรดาผู้คนในห้อง ล้วนเป็นบุตรเหลือเกินชื่อดังแห่งราชธานี ได้ยินดังนั้นจึงระเบิดหัวเราะพร้อมกัน

เจ้าจ้าวหลี่ซวิ้น บุตรชายคนที่สี่ของมนตรีกระทรวงกลาโหม เชยชูจอกเหล้าชูขึ้นจากไกล

“หากจะกล่าวถึงศาสตร์แห่งการเสพสุขยังโรงเรือน เสวียนหมิงพี่จักต้องเป็นอันดับเอก! พวกเราสรรเสริญยิ่ง!”

หลินเจาโบกมือเกียจคร้าน ในใจกลับครึ้มเริงใจเงียบ ๆ

ชะนีข้า! มันสุดยอดจริง ๆ!

จะว่าไปก็ชาติก่อนข้าเนี่ย หกโมงถึงเย็นวันละหกคือบุญ ถึงเที่ยงคืนถึงเจ็ดโมงคือปกติสามัญ กว่าจะว่าย่างเข้าสามสิบก็พากมายโรคภัยทั้งตัว

สิบกว่าปีก่อนข้ามมิติมาเกิดในบ้านมั่งคั่ง บิดาชื่อหลินหยวน เดิมเป็นขุนนางระดับเฉาจือเจิ้งซื่อ เกียรติยศสามชั้น เคยดำรงตำแหน่งรองอัครมนตรี ปัจจุบันเป็นขุนนางชั้นสอง ไต่เชวงเจี้ยนเหวี่ยต้าเสวียซื่อ แม้เป็นตำแหน่งเกียรติยศหลังเกษียณ แต่มีเงินมียาม บนไม่มีพี่ชายกดขี ล่างไม่มีน้องชายน้องสาวแย่งชิงความรัก

โดยเหตุการณ์ บิดาเลี้ยงตายดายของข้า ประจบเสียจักเป็นไปได้ว่าคงมีบุตรนอกสมรส ทว่าเที่ยวนี้ข้าก็ยังไม่เคยเห็นแม้แต่เงา จึงถือว่าไม่มี

ถ้ามิใช่บิดามัชฉายาเช่นนี้ แล้วอะไรจักเรียกได้ว่าความสุขดั่งเทวดา?

บำเพ็ญ? พยายาม? ไปทะยานที่ไหน!

รับราชการ?

รับราชการไม่มีวันมิได้รับหรอก!

ใครหนอจักเสแสร้งไปสู้ปัญญากับบรรดาขุนนางเฒ่าในที่ประชุมหลวง?

เสพสุขชีวิต เที่ยวรื่นเริงเมื่อยังสุขวัย นั่นแหละคืออริยสัจข้อเดียวแห่งชีวิต!

ว่าถึงตรงนี้ หลินเจานึกขึ้นได้กะทันหนึ่งข้อ เฒ่าหลังเคยรับราชการยังนครปลายแดน ตอนเด็กบังคับให้เขาเรียนหกศิลป์แห่งบุรุษผู้ดี เขาเกียจเรียน เฒ่าหลังจึงเรียกทหารเฒ่าขาพิการมาสอนขี่ม้ายิงธนู ทหารเฒ่าคนนั้นเดือดหนัก เกียจเรียนเมื่อใดก็ขาดเสบียงจนหิวโหย หลินเจาจึงจำต้องระงับใจเรียนสุดความสามารถ มิคิดคิดเลยว่าเรียนจนได้ระดับเอก

ภายหลังเผลอพบว่าวิชานี้ใช้เล่นโปโลได้ จึงไม่นับว่าเรียนเปล่าเปลือง

แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยเอ่ยปากออกไปเลย เพราะบุตรเหลือเกินสักคน ถ้าขี่ม้ายิงธนูเก่งนัก จะเสพสุขชีวิตอันประเสริฐอย่างไรกัน?

ยิ่งไปกว่านั้น รุ่งเช้านี้เขาดูเหมือนจะพบเงาร่างหนึ่งกลางตลาด รูปร่างท่าทางบังเอิญมากมายดั่งทหารเฒ่านั้น ถ้าเป็นเขาจริง คงไม่ล่ะละที่จะมาหาตน เพราะความผูกพันยังสนิทสนมนัก

จั่วรุ่ยย่างเข้ามาใกล้ แผ่วเสียง ยิ้มไม่เป็นท่า

“เสวียนหมิงพี่ ขอว่าจริงเถิด เจ้ากับข้าเกิดปีเดียวกัน ปีนี้ต่างบรรลุปีเยาว์ยี่สิบต่างกัน บุตรชายของข้าเดินได้ยกแล้ว เรื่องรูปโฉมเจ้ามี ความสามารถเจ้ามี…เออ เรื่องตระกูลเจ้ามี เหตุไฉนจึงยังตัวกลางโดดเดี่ยวมาสิบปี? ท่านลุงไม่เคยเร่งเร้าเจ้าเลยหรือ?”

“เร่งเร้า?”

หลินเจาหัวเราะเยาะหนึ่งเสียง นั่งตัวตรงขึ้นนิด เขาเหวี่ยงเปลือกแตงกวาลงโต๊ะ ยัดไย้ท่าทีราวกับว่าบรรดามนุษย์ธรรมดาพวกเจ้าไม่อาจเข้าใจ แล้วบรรยายยืดยาวตามประสา

“ปีเยาว์ยี่สิบ เมื่อย่างยี่สิบกว่า ช่างเป็นยุคทองช่างเป็นสมัยรุ่งเรือง! มหาสมบัติแม่น้ำภูเขายังไม่ชมครบ สาวงามทั้งราชธานียังยังไม่ชื่นชมจุจิตใจ การถึงมงคลสมรสของพวกเจ้าย่อมเหมือนก้าวเท้าลงสุสานทั้งองค์ อย่าพาข้าไปด้วยเป็นเลย!”

เขาพักคำ ชี้ที่จั่วรุ่ยอย่างสะท้านใจ

“เจ้าดูตัวเองเถิด ตั้งแต่พาหญิงสกุลหลูมาเป็นชายา พวกเราแอบไปชุมนุมยังตึกเมาเซียน เจ้ากล้าไปไหม? พวกเราแล่นเรือทั่วทะเลสาบซีหู แต่งกลอนเปลี่ยวถ้อยกับธิดางามอันดับหนึ่ง เจ้ากล้าไหม? เจ้าไม่กล้า! ชีวิตเจ้ามืดมนไปแล้ว!”

ถ้อยคำสะเทือนต่อขนุนของเขา ทำให้บรรดาบุตรเหลือเกินทั้งห้องอึ้งแวบหนึ่ง แล้วจึงระเบิดเสียงหัวเราะกับเสียงชมเชยถึงพิโรธเลิศลอย

“เสวียนหมิงพี่ทรงปัญญายิ่ง!”

“ว่าเข้าท่านัก! มงคลสมรสคือหลักหว่านคับคอของพวกเราผู้เป็นจอมฮึกเหิม!”

“ได้ฟังถ้อยคำเจ้าหนึ่งราย ชนะการอ่านธรรมเนียมแปดตำรับสิบปี! ข้าได้ตัดสินใจแล้ว มงคลสมรสนี้ ไม่ต้องก็เป็นไปได้!”

เมื่อเหล่าเพื่อนซี้ที่ถูกตนปลุกจิตจนเบาปัญญาถึงที่สุด หลินเจายกมุมปากเล็กน้อย ซ่อนคุณูปการไว้เงียบ ๆ

และแล้ว ก็ยังเมื่อบรรยากาศในห้องลับแสนสุขพุ่งถึงยอดเสียง ประตูถูกกระแทกปังเปิดออก บ่าวรับใช้คนหนึ่งวิ่งสะดุดล้มเข้ามา เป็นวั่งไฉแห่งคุ้มหลิน

“ท่า…ท่านโอรส! หายยยนะ!”

วั่งไฉชุ่มเหงื่อไคล เจ้าหน้าซีดดั่งกระดาษ พูดตะกุกตะกัก

“ท่าน…ท่านผู้เป็นเจ้ารับสั่งให้ท่านเสด็จคืนคุ้มโดยพลัน! เร่งด่วนสุดชีวิต! เรื่องใหญ่ดั่งชะตาฟ้า!”

หลินเจาขมวดคิ้ว

เฒ่าหลังแม้เกษียณแล้ว แต่ครวญละครหนักนัก สองสามวันถ้าไม่คิดกลอกล่อเร่งด่วนสักข้อก็ไม่สบายใจ คราก่อนที่เร่งด่วนเช่นนี้ คือหลอกเขาไปพบธิดาสกุลดีแห่งสกุลมนตรีจาง

“ร้องไห้ทำไม”

หลินเจาลุกขึ้นด้วยความรำคาญ เขาตบเปลือกแตงกวาบนฉลององค์หลุดออก

“ฟ้าถึงยุบเศษ ยังมีผู้สูงกว่ารับภาระแทน ได้เวลาพวกท่าน คราหน้ามาประชุมกันอีก”

ว่าจบ ท่านเดินลงบันไดอย่างเกียจคร้าน ท่ามกลางสายตาพลีกรรมของบรรดาบุตรเหลือเกิน

ขึ้นรถม้าคืนคุ้ม หลินเจาเบื่อหน่ายนัก เผลอสะบัดม่านผ้าใบเปิดมุมหนึ่ง

เอ๊ะ?

บรรดาชาวบ้านริมถนน พ่อค้าที่เดินผ่าน แลเห็นรถม้าตราสกุลหลิน ต่างแหงนสายตามามองพร้อมกัน สายตานั้น…แปลกประหลาดยิ่งนัก

หลินเจาลูบหน้าตัวเอง

แปลกจริง ๆ เช้านี้ข้าลืมส่องกระจกรึเปล่านะ?

หรือว่าความหล่อของข้าขึ้นต่อบันไดชั้นใหม่ จนประชาชนไม่กล้าแหงนมองตรง ๆ กันแล้ว?

นึกไม่ออกก็วางม่านผ้า หลับตาปลุกปลอบใจ

รถม้าแล่นพลันรุด ไม่ช้าก็ถึงคุ้มหลิน

พอย่างเข้าโถงใหญ่ ก็เห็นเฒ่าหลังหันหลังให้ คุกเข่าต่อหน้าแผ่นป้ายบรรพบุรุษ จุดธูปสามมงคลอย่างเคารพนบนอบ เงาดำในฉลององค์ขุนนางชั้นสองนั้น บ่าแกว่งตุบ ๆ ราวกับข่มใจอย่างสุดชีวิต

หลินเจาตกใจสะดุ้ง

โธ่เว้ย!

ไม่ใช่เว้ย เฒ่าหลังเก็งเกม…ไม่ใช่ เฒ่าหลังให้กูดอกเบี้ยแล้วขาดทุนมั่วหมดตัว?

หรือว่าบัญชีโกงเก่าของเขาถูกค้นพบเสียแล้ว?

ใจหลินเจาหดหู้พลัน จึงสามก้าวรวดสองก้าวเดินย้อนไปด้านหน้า อยากดูว่าเฒ่าหลังจะร้องไห้อยู่หรือเปล่า

เห็นแล้วก็อึ้ง

หลินหยวนนั้นจริง ๆ กำลังร้องไห้อยู่ หางตายังมีน้ำตาเป็นประกายค้างอยู่สองเม็ด แต่ใบหน้าเฒ่านั้นอั้นแดงก่ำ มุมปากเบี้ยวยิ้มยาวราวมีดค้างของครัวเนื้อสกุลจางตะวันตกราชธานียังแหลมคมกว่า ชัดว่าเป็นความเริงใจสุดขีดที่ข่มไว้ไม่อยู่!

“เฒ่าหลัง?”

หลินเจาทดลองเรียกหนึ่งเสียง

“ท่านเป็น…ได้ล็อตเตอรี่ หรือไม่ก็ถูกผีเข้า?”

หลินหยวนได้ยินเสียง จึงเปล่งเสียงอุทานหนึ่งคำ เช็ดหางตา ลุกขึ้นจากแท่นนั่งหญ้า ใบหน้าเอมเอียดกับเก้อกับยินดีคละกัน

หลินเจาจับตาดูเข้าอย่างตื่นตัว

“ท่านจะกลอกล่ออะไรอีก? ข้าบอกท่านตรง ๆ อย่าเอาเรื่องมงคลสมรสมาวางแผนให้ข้าอีก ข้าไม่มีวัน…”

คำยังไม่จบ หลินหยวนไอแห้งหนึ่งเสียงขัดเสียงบุตร แล้วหยิบสิ่งหนึ่งสีเหลืองสดใสออกจากแขนเสื้อ ปังเสียงหนึ่ง ทุบลงกลางโต๊ะแปดอมตะ

สีเหลืองสดใสน่าจ้องเจ็บตา บนนั้นเป็นมังกรทองห้าเล็บ เล่นทำให้รูม่านตาหลินเจาหดเกร็ง

พระราชโองการสำเร็จรูป!

หลินหยวนล้างคอหนึ่งครั้ง ลากเสียงยาวอ่านออกมา

“ข้าพเจ้าได้ยินว่า องค์มหาเสนาบดีผู้พิพากษายังเฟิงเก้อหวนไถ นามสู้เหอ ปัญญาเลิศแห่งแผ่นดิน คุณธรรมคู่ควรแก่ตำแหน่ง แต่ยังไม่เคยผูกมงคลสมรส จักรพรรดิเราห่วงใยยิ่งนัก”

“อนึ่ง บุตรชายหลินเจา บุตรแห่งหลินหยวน ขุนนางชั้นสองผู้เกษียณด้วยเกียรติยศแห่งไต่เชวงเจี้ยนเหวี่ยต้าเสวียซื่อ วัยเหมาะเจาะ รูปโฉมงามเด่น…”

“…ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานมงคลสมรส! จงเลือกฤกษ์งามยามดีเสร็จพิธีสมรส…!”

“พระคุณทะนุฯ ยิ่งใหญ่นักโอรสเอ๋ย!”

ฮืม~

หลินเจารู้สึกราวกับสมองโดนลาเตะหนึ่งเท้า ทั้งองค์ตั้งหลักไม่ได้

ผูกมงคลสมรส…มหาเสนาบดีผู้พิพากษายังเฟิงเก้อหวนไถ สู้เหอ?!

นางคนนั้นกระนั้น! ราษฎร์กล่าวขานว่าสตรีเพศเข้ารับราชการ สังหารไม่เหลือแม้สายตา มีอำนาจเต็มราชสำนัก บัญชาที่ประชุมหลวงจนบรรดาขุนนางเฝ้าแต่สะอึกไม่กล้าเอ่ย…หญิงอัครมนตรี?!

หลินเจาแข็งค้างกลางที่ยืน ดั่งถูกสายฟ้าฟาด กลายเป็นหินกลางคัน

โอ๊ยโทษะ! แม่งกูเว้ย!!

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป