“มาทำอะไรที่นี่”
เฉิงเลี่ยถามพลางหอบหายใจ เสียงแหบพร่าแตกพร่า
“มารับโทษ” ลู่เฮ่อหรานมองตรงไปข้างหน้า น้ำเสียงมั่นคงราวกับกำลังเดินเล่น
“ทำไม ลานวิ่งนี่บ้านนายหรือไง? นายวิ่งลงโทษตัวเองได้ แต่ฉันวิ่งไม่ได้หรือไง?”
“นายออกหน้าแทนฉันแต่แรก ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษนายอยู่แล้ว”
“แต่ฉันมีหน้าที่ดูแลเพื่อนร่วมห้อง”
ลู่เฮ่อหรานเอียงหน้ามองเขา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“นี่เรียกว่า… มีทุกข์ร่วมต้าน”
หัวใจของเฉิงเลี่ยสั่นสะท้านขึ้นมา
ความรู้สึกขมขื่นปนอบอุ่นนั้นพลันเอ่อท้นขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้เบ้าตาที่แห้งผากของเขาร้อนผ่าว
“ไม่ต้อง” เฉิงเลี่ยหันหน้าหนีอย่างดื้อรั้น “ฉันทำเองได้”
“หุบปาก ประหยัดแรงไว้บ้าง”
ลู่เฮ่อหรานไม่ได้ถอยห่าง กลับขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนใช้ไหล่ชนไหล่เฉิงเลี่ยเบา ๆ
“ปรับลมหายใจ หายใจออกทุกสามก้าว อย่าเสียจังหวะ”
ทั้งสองวิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่บนลู่วิ่งที่มืดมิด ไม่มีใครพูดอะไรอีก
สามรอบสุดท้าย
สายตาของเฉิงเลี่ยพร่าเลือนเป็นระยะ
มือทรงพลังข้างหนึ่งประคองข้อศอกของเขาไว้มั่นคง
“ชัยชนะอยู่ตรงหน้าแล้ว” เสียงของลู่เฮ่อหรานดังขึ้นข้างหู “เฉิงเลี่ย มองไปข้างหน้า อย่าหยุด อย่าไปคิดถึงคนสารเลวพวกนั้น อย่าไปคิดถึงเรื่องบ้า ๆ พวกนั้น”
“นายแค่เดินหน้าต่อไป ฉันอยู่ข้าง ๆ นาย”
กลิ่นอายของลู่เฮ่อหรานท่ามกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บ เปรียบดังตาข่ายไร้รูปที่คอยโอบประคองสติของเฉิงเลี่ยซึ่งกำลังจะพังทลายไว้แน่นหนา
เฉิงเลี่ยหันไปมองเขา
“ลู่เฮ่อหราน…”
“อืม อยู่นี่”
“ถ้าหากว่า…”
เสียงของเฉิงเลี่ยแผ่วเบา เลือนหายไปกับสายลมยามค่ำคืน “ถ้าวันหนึ่ง…”
