นักเลงทั้งสี่ได้ยินเสียงก็ลงมือทันที พวกมันหยิบสเปรย์กระตุ้นโอเมก้าออกมาจากด้านหลังเอว แล้วฉีดพ่นใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง
จากนั้นก็เงื้อท่อเหล็กฟาดเข้ามาพร้อมเสียงหวีดหวิว
เฉิงเลี่ยไม่ถอย
เพราะสารกระตุ้นไม่มีผลกับเขา
ชีวิตในหุบเหวสอนให้เขารู้หลักการข้อหนึ่งว่า
เมื่อเผชิญหน้ากับความรุนแรงที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด การลังเลแม้เพียงนิดเดียวก็เท่ากับรนหาที่ตาย
เขาเบี่ยงตัวหลบท่อเหล็กอันแรก ก่อนคว้าข้อมืออีกฝ่ายแล้วบิดตามแรงจนข้อต่อหลุด
ทันใดนั้น เขาก็พุ่งเข้าใส่ฝูงคนราวกับสายฟ้าสีเทา
นี่ไม่ใช่การแข่งขัน ไม่มีกติกา
ศอกกระแทกลำคอ เข่ากระทุ้งหว่างขา หมัดหนักซัดขมับ
ทุกกระบวนท่าของเฉิงเลี่ยมุ่งทำให้อีกฝ่ายหมดสภาพต่อสู้
ระหว่างความชุลมุน ไม้เบสบอลอันหนึ่งเฉี่ยวแขนเขาก่อนฟาดลงมา ความเจ็บแสบร้อนแล่นวาบ
เฉิงเลี่ยไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว เขาชิงไม้กระบองมาแล้วฟาดเข่าของคนที่ลอบโจมตีอย่างแรง
10 นาทีต่อมา
ในตรอกเหลือเพียงเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น ส่วนเฉิงเซิ่งหดตัวอยู่ตรงมุมกำแพง มองเฉิงเลี่ยที่เดินเข้ามาทีละก้าวด้วยความหวาดกลัวจนเป้ากางเกงเปียกชุ่ม
“คะ...คุณอย่าเข้ามานะ...ฆ่าคนผิดกฎหมายนะ...”
เฉิงเลี่ยย่อตัวลงตรงหน้าเขา
แสงไฟถนนสีเหลืองสลัวส่องใบหน้าเขาไปครึ่งหนึ่ง ดวงตาสีเทาคู่นั้นไร้อารมณ์ มีเพียงความเงียบงันเย็นเยียบที่ทำให้คนขนลุก
เขายื่นมือกระชากคอเสื้อเฉิงเซิ่ง แล้วยกอีกฝ่ายขึ้น
“ลืมเดิมพันกับองค์ชายไปแล้วหรือไง ถ้าโผล่มาต่อหน้าฉันอีก ผลที่ตามมาคือขาหักหนึ่งข้าง”
เสียงของเฉิงเลี่ยแผ่วเบา แต่หนักแน่นราวกับมีน้ำหนักพันชั่ง
พูดจบ เขาก็ปล่อยมืออย่างรังเกียจ ก่อนก้มเก็บท่อเหล็กบนพื้น
