“หึ่ง—กึก!”
เสียงชิ้นส่วนเครื่องจักรขบเข้าหากันครั้งสุดท้ายดังสนั่นขึ้นกลางห้องใต้ดินอันว่างเปล่า
ไขควงไฟฟ้าในมือเฉิงเลี่ยหยุดกึก สองมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเล็ก ๆ ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
การควบคุมมั่นคงราวกับเครื่องจักรกลึงความเที่ยงตรงสูง
เขากระชากแว่นตานิรภัยออก ดวงตาสีเทาจ้องเขม็งไปยังตัวจับเวลาบนโต๊ะปฏิบัติการ
ตัวเลขสีแดงสดหยุดนิ่ง
【02:46:15】
สองนาทีสี่สิบหกวินาที
ทั้งสองสบตากันอย่างยินดี
ลู่เฮ่อหรานผิวปาก
“ทำลายสถิติแล้ว”
ลู่เฮ่อหรานนั่งลงบนลังไม้ ไขว่ห้างขายาว มือหนึ่งถือนาฬิกาจับเวลาโยนขึ้นแล้วรับกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ
“เร็วกว่าสถิติแชมป์รุ่นที่แล้วตั้งสิบเก้าวินาทีแน่ะ หัวหน้าทีมเฉิง นี่นายจะทำให้พวกนักวิชาการหัวเก่าในสายซ่อมบำรุงตกงานกันยกกลุ่มแล้วหรือไง”
อกของเฉิงเลี่ยกระเพื่อมแรง เหงื่อไหลไปตามแนวกราม หยดลงบนเปลือกแขนกลที่เพิ่งประกอบเสร็จ
เขามีสีหน้าเรียบเฉย เพียงยกมือถูคราบน้ำมันบนแก้ม แววตาเยือกเย็นสงบนิ่งจนแทบจะเรียกได้ว่าหมกมุ่น
“ยังเร็วกว่านี้ได้อีก”
เขาจ้องเครื่องจักรกล T-900 รุ่นเก่าคร่ำครึ
“จุดเชื่อมต่อของระบบส่งกำลังไฮดรอลิกยังปรับให้เร็วขึ้นได้อีก 0.5 วินาที”
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาทำตัวราวกับคนบ้า
นอกจากเวลานอนกับเวลาเรียนแล้ว เขาทุ่มเวลาทั้งหมดให้ห้องใต้ดินที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันแห่งนี้
นิ้วถูกชิ้นส่วนคมกริบบาดก็แปะพลาสเตอร์แล้วทำต่อ ข้อมือปวดจนเกร็งกระตุกก็ฉีดสเปรย์เย็นแล้วฝืนทำต่อ
ท่าทีไม่ห่วงชีวิตแบบนั้น แม้แต่ลู่เฮ่อหรานเห็นแล้วยังใจหาย
“พอได้แล้ว รีบร้อนเกินไปก็ไม่ได้ผลหรอก”
ลู่เฮ่อหรานลุกขึ้น เดินไปหาเฉิงเลี่ย แล้วยื่นมือไปดีดปอยผมเล็ก ๆ ที่มัดไว้ตรงท้ายทอยของอีกฝ่ายเบา ๆ
