“ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว จะยังมีได้ยังไง?”
ป้าฟางส่ายหน้า มองเพื่อนสนิท “เธอสงสัยว่าหลี่ชิงเหอไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของสวี่เจาเอ๋อเหรอ?”
“ก็ไม่ถึงกับสงสัยหรอก”
แม่หลินถอนหายใจ “สวี่เจาเอ๋อไม่เคยปฏิบัติกับชิงเหอเหมือนลูกแท้ ๆ เลย เด็กแค่หิวจนกินแตงโมไปชิ้นหนึ่ง กลางหน้าร้อนแท้ ๆ ยังลงโทษให้ยืนตากแดดอยู่ทั้งบ่าย เด็กโดนแดดจนเป็นลมแดด ทั้งอาเจียนทั้งท้องเสีย ใบหน้าเหลืองซีด พวกเพื่อนบ้านอย่างเราทนดูไม่ไหว เธอกลับด่าลูกว่าเป็นตัวซวย ด่าว่าทำให้เธอขายหน้า…”
ป้าฟาง “…”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนหน้าหนาวเลย ตอนนั้นที่บ้านยังไม่ได้ขุดบ่อน้ำสูบ ต้องไปตักน้ำที่สถานีจ่ายน้ำ เด็กตัวเล็กกว่าเตาเสียอีก แบกคานหาบไม่ไหว แต่เธอกลับให้เด็กหิ้วถังน้ำทีละถัง ๆ ไปเติมโอ่งให้เต็ม ถ้าเติมไม่เต็มก็ไม่ให้กินข้าว มือบวมเพราะซักผ้าจนแข็งเป็นน้ำแข็ง ไม่มีเสื้อกันหนาว ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีรองเท้าใส่ แถมไม่มีข้าวกิน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ”
เธอหันไปมองป้าฟาง พลางถอนหายใจอีกครั้ง “เมื่อสองสามวันก่อน เสี่ยวเหมยแอบบอกฉันว่า เด็กคนนี้เคยพูดกับเธอลับ ๆ ว่าคิดว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของสวี่เจาเอ๋อกับสามี ตอนแรกฉันก็ไม่ได้ใส่ใจ แค่สงสารเด็ก พอเธอพูดขึ้นมาเมื่อกี้ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ล่ะ? ใช่ไหม?”
ป้าฟางมองเธอ พลันนึกถึงหลี่ชิงเหอที่เห็นเมื่อเช้า
ดวงตากลมโตฉ่ำวาวเป็นประกายรอยยิ้ม ทว่าร่างของเด็กสาววัยสิบหกสิบเจ็ดยังไม่ทันเติบโตเต็มที่ ทั้งผอมทั้งเล็ก แต่กลับแบกตะกร้าผักใบใหญ่ขึ้นหลังได้
