ขณะที่เหล่านักบำเพ็ญฝั่งตะวันตกรุกเข้าสู่เกาะหินโสโครกแห่งที่สาม หญิงสาวผมสีเงินอย่างโอลากลับปรากฏตัวบนเรือไม้ที่ชักธงหัวกะโหลกอยู่ไม่ไกลจากเกาะแห่งที่สาม
คนที่ยืนอยู่ที่หัวเรือในตอนนี้คือผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักกุยอิน ผิงฉีไห่
“ผู้มาเยือนคือใคร” ผิงฉีห่ายแสดงสีหน้าเคร่งเครียด ผู้ที่จะปรากฏตัวมาที่นี่โดยไร้เสียงเช่นนี้ จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร
“ไฮดรา โอลา!”
โอลายืนอยู่บนขอบเรืออย่างทรงอำนาจ ดวงตางามกวาดมองผิงฉีห่าย แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา “เกาะหินโสโครกแห่งที่สาม จะเป็นของพวกนักบำเพ็ญฝั่งตะวันตกเรา! พวกเจ้า ถอยกลับไป!”
ผิงฉีห่ายโกรธกรีดกร้อง หัวเราะเยาะเสียงด้านๆ “กล้าหาญนัก! กล้าพูดกับสำนักกุยอินของข้าเช่นนี้!”
โอลายิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ถึงแม้นางมองออกว่าผิงฉีห่ายตรงหน้าเป็นผู้บรรลุขั้นเหนือมนุษย์ แต่นางก็ไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใด
เสียงคำพูดยังไม่ทันจางหาย ผู้อาวุโสที่สามอย่างหานเจิ้งก็เดินทางมาตามเสียง ยืนเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลังผิงฉีห่าย จับตามองเต็มเปี่ยม
แววระแวงวาบผ่านดวงตาของโอลา แล้วนางจึงเอ่ยขึ้น “มีแค่พวกเจ้าสองคน ไม่แน่นะว่าจะชนะข้า!”
คำพูดจบลง นางกางแขนทั้งสองออก พลังไร้รูปร่างแผ่ซ่านออกไปรอบด้าน ชั่วขณะนั้นเอง ผิวทะเลที่เคยสงบกลับเกิดคลื่นซัดสวนสะเทือน
วินาทีต่อมา คลื่นยักษ์ฟันฟาดพุ่งขึ้นจากอากาศ พลังราวสึนามิพร้อมใบมีดลมนับสิบนับร้อย พัดมาราวจะปกคลุมทั้งฟ้า
“ผู้ปลุกพลังทั้งน้ำและลม?” ผิงฉีห่ายขมวดคิ้ว ความเคร่งเครียดวาบผ่านบนใบหน้า
สีหน้าหานเจิ้งก็เปลี่ยนเล็กน้อย ที่เหล่าผู้ปลุกพลังฝั่งตะวันตกเดินทางเข้ามานั้นไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่เพียงดูท่าทีเปิดฉากของโอลาก็รู้ได้ว่าไม่ใช่คนที่จัดการง่าย ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ จะไร้ชื่อเสียงมาแต่ก่อนได้อย่างไร ทว่าพวกเขากลับไม่เคยได้ยินชื่อโอลามาก่อนเลย
