หลิวเซียโจวเป็นประตูด่านตะวันออกเฉียงใต้ของอิวฉิน มีอาณาเขตติดกับฉู่ใต้
ดินแดนแห่งนี้มีขุนเขามากมาย หน้าผาสูงชันนับหมื่นจั้งราวกับถูกดาบฟันขวานผ่า ทอดยาวต่อเนื่องหลายร้อยลี้
ริมทางภูเขาคดเคี้ยวมีศาลาพักร้อนหลังหนึ่งตั้งอยู่ ไม่รู้ว่าสร้างขึ้นเมื่อใดและโดยผู้ใด เสาศาลาด่างพร้อย ขั้นหินปกคลุมด้วยตะไคร่ หลังคามีกระเบื้องหายไปกว่าครึ่ง ดูคล้ายพร้อมพังถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
ขณะนี้ในศาลามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่
คนผู้นั้นพิงเสาศาลา หลับตาพักผ่อนอยู่
เขาสวมชุดกระบี่สีเขียวคราม เนื้อผ้าเดิมทีควรเป็นของดีเลิศ ทว่าบัดนี้กลับเปื้อนคราบเลือด บ้างแห้งกรังจนกลายเป็นสีดำ บ้างเพิ่งซึมกระจาย ย้อมอาภรณ์สีเขียวครามทั้งชุดให้ด่างพร้อย
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาอย่างยิ่ง เครื่องหน้าประณีตเกินกว่าจะเป็นบุรุษ คิ้วตาแฝงความอ่อนหวานอย่างหญิงสาว ทว่าความเย็นชาในดวงตาคู่นั้นกลับข่มความอ่อนหวานลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงความคมกริบ
ข้างกายชายชุดเขียวครามมีตะกร้าไม้ไผ่วางอยู่ใบหนึ่ง
ในตะกร้าปูผ้าห่มบาง ๆ มีเด็กชายคนหนึ่งนอนขดตัวอยู่ อายุราวห้าหกขวบ ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบาแต่สม่ำเสมอ
ในมือของชายชุดเขียวครามถือกระบี่เล่มหนึ่ง
ตัวกระบี่ยาวสามฉื่อสองชุ่น กว้างสองนิ้วมือ เป็นกระบี่ยาวรูปแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุดในยุทธภพ
ทว่าคมกระบี่ของเล่มนี้เต็มไปด้วยรอยบิ่น ทั้งใหญ่และเล็ก สลับคดเคี้ยวราวฟันสัตว์ ปลายกระบี่ยังบิ่นหายไปมุมหนึ่ง
กระบี่หักพังที่แทบใช้การไม่ได้เล่มหนึ่ง
ถึงกระนั้น กระบี่หักพังเช่นนี้เมื่ออยู่ในมือของชายผู้นี้ ก็ยังเป็นอาวุธสังหารอันคมกริบ
เพราะเขามีนามว่าหลูจือเยา
ตระกูลหลูแห่งฉู่ใต้สืบทอดตำแหน่งขุนนางมาหลายชั่วอายุคน มีแม่ทัพผู้เก่งกาจถือกำเนิดขึ้นมากมาย ยอดฝีมือแห่งวิถียุทธ์ก็มีดุจหมู่เมฆ ส่วนหลูจือเยาคือกระบี่ที่คมที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ของตระกูลหลู
ลมภูเขาพัดผ่านช่องเขา โหมเข้าสู่ศาลาพักร้อน
ลมพัดแรงจนชายเสื้อของหลูจือเยาปลิวสะบัด ทว่าลมนี้ไม่เพียงมิได้นำพาความเย็นมาแม้แต่น้อย กลับหอบเอากลิ่นอายร้อนระอุมาด้วย
หลูจือเยานั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงมือที่กำกระบี่อยู่ซึ่งข้อนิ้วค่อย ๆ เกร็งแน่นขึ้น
บนหน้าผาทั้งสองด้าน มีเงาร่างสิบกว่าร่างกระโดดลงมาอย่างเงียบเชียบ
พวกเขาลงพื้นไร้เสียง ดาบยาวสิบกว่าเล่มสะท้อนประกายเย็นยะเยือกใต้แสงตะวัน ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา กระทั่งแลกสายตากันก็ไม่มี ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็พุ่งเข้าใส่ศาลาพักร้อน
ดาบที่เร็วที่สุดฟันลงมาถึงเหนือศีรษะหลูจือเยาในระยะสามฉื่อ
หลูจือเยาไม่ลุกขึ้น เพียงพลิกข้อมือ กระบี่หักพังตวัดจากล่างขึ้นบน คมกระบี่สอดเข้าใต้โกร่งดาบพอดี บิดแล้วผลักออก
ดาบยาวหลุดจากมือพุ่งออกไป ผู้ถือดาบฝ่ามือฉีกจนเลือดไหล แขนทั้งข้างชาวูบไร้เรี่ยวแรง ยังไม่ทันได้ถอย กระบี่หักพังก็ปาดผ่านลำคอของเขาไปแล้ว
กระบี่ไม่หยุด
หลูจือเยาอาศัยแรงจากกระบี่นี้พลิกกายลุกขึ้น ส้นเท้าถีบเสาศาลา ร่างทั้งร่างโฉบเข้าสู่ฝูงชนดุจวิหคเหิน
กระบี่หักพังในมือเขากลายเป็นแสงสีขาวสายหนึ่ง มองไม่เห็นกระบวนท่า แม้แต่ตัวกระบี่ก็แทบมองไม่เห็น เห็นเพียงรอยกระบี่สายแล้วสายเล่าปรากฏวูบขึ้นกลางอากาศ แต่ละสายจู่โจมเข้าใส่จุดตายของคนผู้หนึ่งอย่างแม่นยำ
สิบสามคน
สิบสามกระบี่
เมื่อหลูจือเยากลับลงมายังศาลาพักร้อนอีกครั้ง คนทั้งสิบสามก็ล้มลงแทบจะพร้อมกัน เสียงอาวุธตกกระทบพื้นดังต่อเนื่องเป็นระลอก ราวกับสายฝนโปรยปราย
โลหิตแดงฉานพุ่งออกจากลำคอราวกับลูกศร เปรอะเปื้อนอาภรณ์ของหลูจือเยา แต่กลับไม่กระเซ็นโดนเด็กชายแม้แต่น้อย
หลูจือเยากลับไปนั่งที่เดิม วางกระบี่หักพังพาดบนตัก ก้มมองเด็กชายในตะกร้าที่ยังคงหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ มิได้ถูกรบกวนจากเหตุการณ์เมื่อครู่แม้แต่น้อย
การไล่ล่าเช่นนี้ เขาจำไม่ได้แล้วว่าประสบพบเจอมากี่ครั้ง
หมาล่าเนื้อแห่งภูเขาอวิ๋นชง องครักษ์ลับของตระกูลหลู ยังมีเหล่าคนสิ้นคิดที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อเงินรางวัล สังหารไปกลุ่มหนึ่งก็มีมาอีกกลุ่มหนึ่ง หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ราวกับไม่มีวันฆ่าได้หมดสิ้น
เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินมาจากทางโค้งของเส้นทางภูเขา ฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า ท่วงท่าสง่างามตั้งตรงดุจต้นสน
เขาสวมอาภรณ์สีเดียวกับหลูจือเยา ทว่าสะอาดสะอ้านไร้รอยยับ ในมือถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ฝักกระบี่สีดำสนิท สลักลายเมฆละเอียดถี่
เขาหยุดห่างจากศาลาพักร้อนสิบก้าว เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าหนุ่มแน่น
“หลูหลินเจียง”
หลูจือเยามองใบหน้านั้น ในที่สุดแววตาก็เปลี่ยนไป
ใบหน้านี้เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ตอนอายุเจ็ดขวบ เขาถูกผู้อาวุโสในตระกูลพาเข้าไปยังหอกระบี่ของตระกูลหลู คนแรกที่เขาเห็นก็คือหลูหลินเจียงซึ่งคุกเข่านั่งอยู่ด้านข้าง
อาจารย์คนเดียวกัน กระบี่ชุดเดียวกัน ฝึกฝนจนเหงื่อชุ่มอยู่ในลานเดียวกัน ไม่รู้ว่าประลองกันมาแล้วกี่ครั้ง
“เพื่อเด็กคนหนึ่ง ถึงกับทรยศตระกูลและแผ่นดิน คุ้มค่าหรือ” หลูหลินเจียงทอดสายตาข้ามหลูจือเยาไปยังตะกร้าไม้ไผ่ “คุ้มค่าหรือไม่”
หลูจือเยาตอบอย่างเรียบเฉย “เจ้ารู้อยู่แล้ว ข้าติดหนี้ชีวิตบิดาของเด็กคนนี้”
“นั่นเป็นเรื่องของเจ้า” หลูหลินเจียงกล่าว “แต่เจ้าก็ควรรู้เช่นกัน ชีวิตของเจ้าไม่เคยเป็นของเจ้าเอง”
หลูจือเยากำกระบี่หักพัง ลุกขึ้นยืน ชายอาภรณ์พลิ้วไหว คราบเลือดทั่วกายยิ่งดูสะดุดตา
“ชีวิต ข้าตัดสินใจเอง หนทาง ข้าเลือกเอง”
เขายกกระบี่หักพังขึ้น ปลายกระบี่ชี้ไปยังหลูหลินเจียง
“หากจะฆ่าเด็กคนนี้ ก็ต้องถามกระบี่ของข้าก่อน”
หลูหลินเจียงไม่กล่าวอะไรอีก เพียงค่อย ๆ ชักกระบี่ในมือออกจากฝัก
เมื่อคมกระบี่พ้นฝัก ก็ส่งเสียงกังวานใสไพเราะ
กระบี่เล่มนั้นเป็นสีเงินขาวตลอดทั้งเล่ม คมบางดุจปีกจักจั่น บนตัวกระบี่มีแสงเรืองรองจาง ๆ ไหลวน เมื่อเทียบกับกระบี่หักพังในมือหลูจือเยาแล้ว ราวกับอยู่คนละฟ้าคนละดิน
“เดิมทีเจ้าอาจเป็นศิษย์ตระกูลหลูที่ไปได้ไกลที่สุด” หลูหลินเจียงถอนหายใจ “น่าเสียดาย บัดนี้ข้ากลับต้องหักกระบี่ที่ดีที่สุดของตระกูลหลูด้วยมือตนเอง”
ไม่มีการหยั่งเชิง ไม่มีการเตรียมท่า
หลูหลินเจียงลงมือทันทีที่กล่าวจบ เท้ากระทืบพื้น แผ่นหินแตกระเบิด ร่างทั้งร่างกลายเป็นเงาพร่า กระบี่ในมือแทงออก ปลายกระบี่แหวกอากาศส่งเสียงหวีดแหลม
กระบี่ยังมาไม่ถึง แต่ปราณกระบี่มาถึงก่อนแล้ว
หลูจือเยาเบี่ยงกายหลบ
ปราณกระบี่ไร้รูปร่างสายนั้นเฉียดชายเสื้อเขาไป ตัดเสาศาลาด้านหลังจนเกิดรอยกระบี่ทะลุให้แสงลอดผ่าน
หลูจือเยาสะบัดข้อมือ กระบี่หักพังออกโจมตีทีหลังแต่ถึงก่อน ตวัดจากล่างขึ้นบนเข้าใส่ข้อมือของหลูหลินเจียง กระบวนท่าพิสดาร มุมกระบี่คดเคี้ยวสุดหยั่งคาด ทว่าหลูหลินเจียงคล้ายคาดการณ์ไว้แล้ว จึงพลิกตัวกระบี่ฟันเฉียงลงมา
กระบี่ทั้งสองปะทะกันเป็นครั้งแรก
เคร้ง!
ประกายไฟแตกกระจาย
กระบี่หักพังในมือหลูจือเยาส่งเสียงสั่นหึ่ง รอยร้าวเพิ่มขึ้นอีกเส้นตรงปลายที่บิ่นหายไป ฝ่ามือเขาชาจนไร้ความรู้สึก เท้าถอยติดกันสองก้าว ทุกก้าวเหยียบแผ่นหินจนเกิดหลุมตื้น ๆ
หลูหลินเจียงไม่เปิดโอกาสให้เขาหายใจ
กระบี่ยาวสีเงินขาวไล่ติดตามดุจเงา กระบวนท่าต่อเนื่องไม่ขาดสาย วิชากระบี่ของเขาสง่าผ่าเผย ตรงไปตรงมา ทุกท่วงท่าล้วนแฝงบรรยากาศยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ท่ามกลางปราณกระบี่ที่พาดผ่าน เสาศิลาของศาลาพักร้อนมีรอยกระบี่เพิ่มขึ้นเจ็ดแปดสายในพริบตา กระเบื้องตรงมุมชายคาถูกปราณกระบี่กวาดร่วงลงมา แตกกระจายเต็มพื้น
หลูจือเยาถอยร่นทีละก้าว
ทุกครั้งที่กระบี่ปะทะกัน กระบี่หักพังก็ส่งเสียงคร่ำครวญราวทนรับไม่ไหว รอยร้าวแผ่ขยายออกดุจใยแมงมุม
เขาไม่รับกระบี่ตรง ๆ ทำได้เพียงใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนไหวหลบหลีก อาศัยความเหนือชั้นด้านวิชาตัวเบาแหวกว่ายหลบเลี่ยงอยู่ท่ามกลางแสงกระบี่
หลูหลินเจียงฟันกระบี่กวาดขวาง
หลูจือเยาเอนกายไปด้านหลัง หลบคมกระบี่ที่เฉียดผ่านปลายจมูกไป ตัดเส้นผมของเขาไปหลายเส้น เขาฉวยจังหวะตบฝ่ามือลงบนพื้น อาศัยแรงส่งให้ร่างโฉบเฉียงออกไป กระบี่หักพังแทงสวนออกมาจากใต้รักแร้
กระบี่นี้เหนือความคาดหมายของหลูหลินเจียง
ปลายกระบี่หักพังลอดผ่านช่องว่างระหว่างกระบวนท่าของหลูหลินเจียง พุ่งตรงเข้าใส่ลำคอ
รูม่านตาของหลูหลินเจียงหดลงเล็กน้อย เขาถอยหลังครึ่งก้าวอย่างฉับพลัน พร้อมยกกระบี่ขึ้นป้องกัน
เคร้ง!
กระบี่หักพังแทงเข้ากับตัวกระบี่สีเงินขาว เกิดจุดสีขาวจุดหนึ่งขึ้นมา
หลูจือเยาไม่มีเวลาชักกระบี่กลับ กระบวนท่าถัดไปของหลูหลินเจียงก็มาถึงแล้ว มือซ้ายของเขาชูนิ้วชี้และนิ้วกลางประกบเป็นกระบี่ ใช้นิ้วแทนกระบี่ จี้เข้าใส่หน้าอกของหลูจือเยา
หลูจือเยาจึงได้แต่ยกกระบี่ขึ้นขวาง
พลังจากปลายนิ้วกระแทกเข้ากับตัวกระบี่
กร๊อบ!
กระบี่หักพังเล่มนั้นทนต่อไปไม่ไหวในที่สุด
ตัวกระบี่แตกสะบั้นจากตรงกลางอย่างดังสนั่น ครึ่งหนึ่งของตัวกระบี่หมุนคว้างพุ่งออกไป ปักเข้าไปในเสาไม้ของศาลาพักร้อน สั่นระริกไม่หยุด
หลูจือเยารู้สึกถึงพลังมหาศาลทะลักผ่านกระบี่ที่หักเข้ามา หน้าอกราวถูกค้อนยักษ์ทุบ ร่างทั้งร่างปลิวถอยหลัง เลือดพุ่งออกจากปาก
แต่เขารอจังหวะนี้อยู่แล้ว
อาศัยแรงกระแทกนั้น เขาบิดกายกลางอากาศอย่างฉับพลัน ออกแรงจากเอวและหน้าท้อง ยื่นมือคว้าตะกร้าไม้ไผ่มาไว้ในอ้อมอก ร่างพุ่งทะยานไปยังปลายทางภูเขาดุจลูกธนูหลุดจากคัน
ในชั่วขณะเดียวกับที่เขาทะยานขึ้นกลางอากาศ เงาร่างสองสายก็พุ่งออกมาจากทางภูเขาทั้งสองด้าน
ทั้งสองลงมือพร้อมกัน ปิดกั้นเส้นทางหนีของหลูจือเยาจากซ้ายและขวา
ดาบหัวผีเล่มใหญ่ฟันลงมาจากเหนือศีรษะ พลังหนักหน่วงและดุดัน
กรงเล็บคมอาบพิษคู่หนึ่งคว้าใส่ตะกร้าอย่างเหี้ยมโหด
หลูจือเยาอยู่กลางอากาศ แรงเก่าหมดสิ้น แรงใหม่ยังไม่เกิด
ไม่มีทางหลบได้
แต่ในตอนนั้นเอง แสงกระบี่เจิดจ้าสายหนึ่งพลันกะพริบวาบ
กระบี่นี้ฟันเฉียงเข้ามาจากด้านข้าง ลงมือทีหลังแต่ถึงก่อน
แสงกระบี่กวาดผ่านเบื้องหน้าหลูจือเยา ราวกับแสงแพรยาวที่สว่างวาบขึ้นฉับพลัน สกัดดาบหัวผีและกรงเล็บอาบพิษไว้พร้อมกัน
เคร้ง!
ฉัวะ!
ดาบหัวผีถูกฟันจนเบี่ยงออก พลังบนคมดาบถูกสลายไปจนหมด ชายร่างกำยำรู้สึกร้อนวาบที่ง่ามนิ้ว ดาบหัวผีแทบหลุดมือกระเด็นออกไป
กรงเล็บอาบพิษถูกกระบี่ฟันเฉือน เล็บสามนิ้วขาดสะบั้นเสมอโคน เศษเล็บหมุนคว้างกระเด็นกระจายกลางอากาศ
ชายชราร่างผอมแห้งครางอู้อี้ ชักมือกลับ ฝ่ามือชุ่มโชกไปด้วยเลือด
เงาร่างทั้งสองลงพื้น เซถลาไปสองก้าวจึงค่อยทรงตัวได้
คนหนึ่งมีร่างกายกำยำล่ำสัน ใบหน้าอ้วนกลม มีแผลเป็นจากคมดาบเส้นยาวพาดเฉียงจากหน้าผากซ้ายไปถึงคางขวา ราวกับแบ่งใบหน้าออกเป็นสองซีก ในมือถือดาบหัวผีเล่มใหญ่ ตัวดาบกว้างกว่าดาบของคนทั่วไปถึงสามส่วน
อีกคนหนึ่งผอมแห้งหลังค่อม ร่างเตี้ยเล็กคล้ายลิงที่ถูกตากแห้งจนเหี่ยว มือเปล่าไร้อาวุธ แต่เล็บยาวถึงสามชุ่น เปล่งประกายเขียวคล้ำ เพียงมองก็รู้ว่าชุบพิษมาแล้ว
หลูจือเยาทะยานออกไปไกลสิบจั้งแล้ว เขาไม่แม้แต่จะหันกลับ ก่อนหายลับไปในป่าทึบ
ชายร่างกำยำโกรธจัด ชี้ดาบหัวผีไปข้างหน้า
“หลูหลินเจียง เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
ชายชราร่างผอมแห้งมองหลูหลินเจียงด้วยสายตาอำมหิต ซ่อนฝ่ามือที่เลือดไหลเข้าไปในแขนเสื้อ “หลูหลินเจียง เจ้าคิดจะขัดราชโองการหรือ”
หลูหลินเจียงเก็บกระบี่ยาวในมือเข้าฝัก เขาไม่ได้มองคนทั้งสอง ใบหน้าสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์
“คนของตระกูลหลู ข้าไม่ปล่อยให้คนนอกอย่างพวกเจ้ามาสังหาร”
เขาหันกลับมา กวาดตามองคนทั้งสองอย่างไร้สีหน้า
“ความภักดีของตระกูลหลู ฝ่าบาททรงทราบดีกว่าพวกสวะอย่างเจ้าสองคน”
