คำพูดของหลัวกว่างโหย่วที่ตะโกนใส่ฉินเจาซีนั้น เป็นการยอมรับโดยสิ้นเชิงว่าเขาคือหลัวกว่างโหย่ว ไม่ใช่เฉินคัง ได้ฆ่าคนชิงตัวตนมาจริง ๆ
เยี่ยนจือดีใจอย่างยิ่ง “คุณหนูรองฉิน ขอบใจยิ่งนัก!”
นางรู้ดี นี่คือคุณหนูรองฉินส่งผลงานให้แก่บิดานาง
เมื่อมีบิดามารดาผู้ให้กำเนิดของหลัวกว่างโหย่ว คดีก็จะกระจ่างแจ้งในไม่ช้า
นี่เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่ยืนยันได้ว่าหลัวกว่างโหย่วไม่ใช่เฉินคัง
ทั้งนางยังดูออกว่า จิตใจหลัวกว่างโหย่วพังทลายสิ้นแล้ว คงไม่ต้องไต่สวนหลายครั้งก็คงรับสารภาพ
ครั้นมือปราบพาตัวหลัวกว่างโหย่วจากไป
ไท่ฮูหยินฉิน ฉินเจาเฉียง และฮูหยินใหญ่โจว ต่างเก็บงำความโกรธ เอาใจใส่แขกผู้ทรงเกียรติต่อไป เชิญทุกท่านกลับสู่โถงกลางเพื่อร่วมงานเลี้ยงต่อ
นายใหญ่สกุลฉินจ้องมองแผ่นหลังของหลัวกว่างโหย่วที่ถูกคุมตัวไป แล้วเหลือบมองเจิ้งเฉินแวบหนึ่ง หว่างคิ้วขมวดแน่น
น่าเสียดายยิ่งนัก!
นายท่านรองเม้มปากพลางลูบเครา สีหน้าครุ่นคิด จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเหตุใดบุตรสาวจึงรู้เรื่องราวได้กระจ่างชัดถึงเพียงนี้
บรรดาแขกเหรื่อต่างกลับไปนั่งยังที่ของตน
ทว่าจิตใจมิอาจสงบลงได้อีก
เรื่องอื้อฉาวใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ แต่กลับมิอาจรู้ผลลัพธ์ในทันที
ช่างทรมานจนอกสั่นขวัญหายยิ่งนัก
คุณหนูรองฉินช่าง... เหตุใดไม่เล่ารายละเอียดคดีของหลัวกว่างโหย่ว ไม่บอกว่าตนรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร
เฉินคังเป็นเด็กกำพร้า รอบข้างไม่มีญาติมิตร ย่อมไม่มีใครตามหา ทั้งยังไม่มีทางรู้จักคุณหนูรองฉิน
ทั้งเมื่อยี่สิบปีก่อน ฉินเจาซีเองก็เพิ่งอายุสองสามขวบ คงไม่รู้จักหลัวกว่างโหย่ว
มูลเหตุทั้งปวงนี้ เมื่อมองอย่างไรก็ไม่น่าจะเกี่ยวโยงกับคุณหนูรองฉิน
