นางใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหลังมาครึ่งค่อนชีวิต จะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าคุณหนูตระกูลหลานผู้นั้นเป็นดอกไม้เถาเจ้าเล่ห์ เสแสร้งทำอ่อนแอบอบบาง อาศัยบุรุษเป็นที่พึ่งพิง
นางไม่อยากได้สตรีเช่นนี้มาเป็นสะใภ้จริง ๆ
“ในเมื่อเป็นการแต่งงานที่ผู้ใหญ่กำหนดไว้ ข้าย่อมไม่อาจเป็นคนไร้สัตย์ ถอนหมั้นเสียได้”
“ตามความเห็นของข้า ด้วยฐานะของตระกูลหลาน ให้ตำแหน่งอนุภรรยาก็ไม่นับว่าเป็นการดูหมิ่น”
“แต่เช่อเอ๋อร์กลับตกหลุมรักสตรีผู้นั้นตั้งแต่แรกพบ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับ”
แม่นางฉินยกมือบีบหว่างคิ้วอย่างปวดหัว “ข้าเพียงเกลี้ยกล่อมเขาเพิ่มไม่กี่คำ เขาก็โกรธแล้ว นี่อย่างไร พอความดื้อรั้นกำเริบก็หนีไปสำนักศึกไป๋เคอ ไม่กลับมาครึ่งค่อนเดือนแล้ว”
“ส่งคนไปเรียกเขากลับบ้านหลายครั้ง เขาก็หาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงทุกครา”
“พี่ชายของเจ้าจากเมืองหลวงไปทำราชการ ใกล้จะกลับมาแล้ว หากรู้ว่าเด็กคนนี้ก่อเรื่องเอาแต่ใจอีก คงต้องโกรธแน่”
แม่นางฉินมองหมิงหยางอย่างวิงวอน “ในบรรดาพี่น้อง มีเพียงน้องเจ็ดที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับสามีข้า และเช่อเอ๋อร์ก็เคารพนับถือเจ้าเสมอมา”
“ข้าจึงอยากขอให้น้องเจ็ดช่วยออกหน้าเกลี้ยกล่อมเช่อเอ๋อร์ ให้รีบกลับมา อย่าทำให้บิดาเขาไม่พอใจเลย”
“ข้าเข้าใจแล้ว” หมิงหยางรับคำ “เมื่อมีเวลาว่าง ข้าจะไปหาเช่อเอ๋อร์”
แม่นางฉินเอ่ยขอบคุณอย่างซาบซึ้ง ครู่หนึ่งก็กล่าวต่อว่า “น้องเจ็ด หากไม่ลำบากเกินไป ช่วยเกลี้ยกล่อมเช่อเอ๋อร์ให้คิดถึงข้อเสนอเรื่องตำแหน่งอนุภรรยาด้วยได้หรือไม่”
หมิงหยางยิ้มบาง ๆ อย่างเรียบเฉย “เกรงว่าจะไม่สะดวก”
รอยยิ้มของแม่นางฉินแข็งค้าง เมื่อเห็นหมิงหยางมีสีหน้าเฉยชา ไม่มีทีท่าว่าจะพูดต่อ นางก็รู้ว่าเขาเป็นคนมีความคิดเป็นของตนและมีอารมณ์ดื้อรั้น จึงรู้กาลเทศะ ไม่เอ่ยอะไรอีก
