“จูจู”
ซ่งฉือรีบเอ่ยเรียกนางไว้
หลบไม่พ้น เป่าจูจึงหันกลับมา
ซ่งฉือเดินมาหยุดตรงหน้า บุรุษผู้นี้คิ้วเรียวตาสุกใส รูปโฉมสง่างามหล่อเหลา ทว่าระหว่างคิ้วกลับมีแววหม่นหมองจับอยู่
สายตาของเขาไล้ผ่านใบหน้าของหญิงสาว น้ำเสียงอ่อนโยนเจือความเอ็นดูและน้อยใจ
“เจ้าหลบหน้าข้าหรือ”
เห็นเป่าจูเงียบงัน ซ่งฉือก็ถอนหายใจ “ข้าส่งจดหมายไปหลายฉบับ แต่เจ้าไม่เคยตอบกลับเลย”
“ข้าไม่ข้องเกี่ยวกับบุรุษที่มีภรรยาแล้ว”
เป่าจูตอบอย่างเด็ดขาด ยามกล่าวประโยคนี้ สายตานางมองเลยบุรุษตรงหน้าไปยังทิวทัศน์ถนนด้านหลังเขา
เห็นนางไม่ยอมสบตา ซ่งฉือก็รู้สึกปวดใจวูบหนึ่ง ชั่วขณะไม่รู้จะตอบอย่างไร
ซ่งฉือเป็นขุนนางขั้นห้าแห่งสำนักฮั่นหลิน บิดาของเขาเป็นทงเจิ้งสื่อแห่งกรมทงเจิ้ง ขั้นสามโดยตรง
ปู่ของเขาเคยเป็นบัณฑิตแห่งสภาชั้นใน หลังเกษียณกลับไปพำนัก ณ บ้านเกิดที่อวี้โจว เป่าจูจึงมีโอกาสเข้าสอบ และได้กราบซ่งเก๋อเหล่าเป็นอาจารย์
ซ่งฉือเดินทางไปมาระหว่างเมืองหลวงกับอวี้โจวอยู่เสมอ และในช่วงนั้นเองที่ได้รู้จักกับเป่าจู
แตกต่างจากคุณหนูในห้องหอที่เขาเคยพบ เด็กหญิงผู้นี้ร่าเริงเปิดเผย เฉลียวฉลาดน่ารัก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเริ่มจากมองนางเป็นน้องสาว ก่อนความรู้สึกจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรักระหว่างชายหญิง
จนกระทั่งปีที่เป่าจูเข้าพิธีปักปิ่น ซ่งฉือกลับไปเยี่ยมญาติที่อวี้โจวอีกครั้ง ในที่สุดก็เอ่ยความในใจที่เก็บงำมานานออกมา
ซ่งฉือเกิดในตระกูลขุนนางผู้สืบทอดการศึกษา ทั้งยังเป็นบุตรชายคนโตโดยชอบธรรม เป่าจูรู้ดีว่าตระกูลซ่งย่อมต้องเลือกภรรยาที่มีฐานะทัดเทียมให้เขา
ส่วนตัวนาง ไม่ว่าจะเป็นบุตรีตระกูลหลาน หรือบุตรีพ่อค้าสกุลว่าน ก็ล้วนไม่อาจเทียบเคียงได้ จึงปฏิเสธความรู้สึกของเขาอย่างนุ่มนวล
