“เป็นเช่นนั้นเองหรือ”
ในเมื่อนางเป็นคู่หมั้นของผู้บังคับบัญชา วันหน้าเมื่อแต่งงานกันแล้ว ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา นางย่อมต้องไปเยี่ยมเยียนในวันเกิดและเทศกาลต่าง ๆ เป็นแน่
เมื่อคิดเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าเป่าจูก็ยิ่งสุภาพขึ้นอีกสองส่วน “ที่แท้ก็เป็นว่าที่ฮูหยินนี่เอง ยินดีที่ได้พบเป็นครั้งแรก”
หลี่เซียงอี้ยิ้มบาง ๆ มิได้เอ่ยคำใด เพียงเบือนหน้าไปด้านข้างอย่างขวยเขิน
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว”
หมิงเสียวหมดความอดทน “รีบไปแจ้งเดี๋ยวนี้ บอกท่านพ่อว่าพวกเรามาแล้ว”
เป่าจูแอบกลอกตาอยู่ในใจ ก่อนบอกหลี่เซียงอี้สักคำ แล้วจึงเดินเข้าไปในเรือน
เมื่อร่างนางลับตาไป หลี่เซียงอี้ก็หันไปบ่นกับหมิงเสียวเสียงเบา “เด็กคนนี้นี่ คู่หมั้นอะไรกัน พูดเหลวไหลอะไรของเจ้า”
หมิงเสียวแลบลิ้นอย่างซุกซน “ท่านย่าบอกว่า ต้องทำให้ทุกคนรู้ว่าท่านน้าเป็นคนที่จะแต่งกับท่านพ่อ เช่นนี้แล้วท่านพ่อก็ต้องแต่งกับท่านน้าแน่”
“เจ้านี่นะ”
หลี่เซียงอี้ถอนใจ ยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากนางเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรกับเจ้าจริง ๆ”
หมิงหยางกำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ในห้อง เมื่อได้ฟังเป่าจูรายงาน มือที่จับพู่กันก็ชะงัก คิ้วขมวดพลางหันมองนาง
“คู่หมั้นหรือ”
เป่าจูพยักหน้า “เจ้าค่ะ ก็คือคุณหนูหลี่ คุณหนูของท่านบอกว่านางเป็นคู่หมั้นของท่าน”
หมิงหยางสูดลมหายใจลึก วางพู่กันในมือลงอย่างแรง สีหน้าเย็นชาเสียจนน่ากลัว
“ให้พวกนางกลับไป บอกว่าข้าไม่ว่าง”
เห็นสีหน้าผู้บังคับบัญชาไม่สู้ดี เป่าจูก็รับคำสั่งอย่างนอบน้อม
นางยังไม่ทันเดินพ้นประตูห้อง ก็ได้ยินเสียงคนด้านหลังกล่าวขึ้นอีกว่า “ข้าไม่เคยมีคู่หมั้น เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงคำพูดเล่นของเด็ก อย่าไปพูดเหลวไหลข้างนอก”
