“ท่านน้าของเจ้ามาบ่อยถึงเพียงนี้ แล้วจะต่างอะไรกับการมาอีกสักคืน”
เมื่อต้องเผชิญกับคำวิงวอนของบุตรสาว หมิงหยางกลับไม่หวั่นไหว “ในเมื่อบอกว่าจะกลับ แล้วจะฝืนรั้งไว้ทำไม บิดาสั่งสอนเจ้าอยู่ทุกวันอย่างไร อย่าบังคับผู้อื่นให้ลำบากใจ”
พอสิ้นคำ ชายาอาวุโสตระกูลหมิงก็ยิ้มค้างอยู่ที่มุมปาก ส่วนหลี่เซียงอี้ยิ่งหน้าเจื่อนอย่างหนัก
เมื่อครู่หมิงเสียวเพิ่งพูดว่านางนาน ๆ จะมาเยือนสักครั้ง แต่พอหันกลับมา นางก็ถูกลูกพี่ลูกน้องเปิดโปงอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้
มือที่กำผ้าเช็ดหน้าของหลี่เซียงอี้บีบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในใจว้าวุ่นจนคาดเดาไม่ออกว่าคำพูดของลูกพี่ลูกน้องเป็นการปลอบบุตรสาว หรือจงใจเหน็บแนมว่านางมาเยือนบ่อยเกินไป
บรรยากาศในห้องพลันแปลกประหลาด ชายาอาวุโสตระกูลหมิงหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง กำลังจะเอ่ยปากก็ได้ยินบุตรชายพูดขึ้นอีกว่า “วันนี้ลูกเหน็ดเหนื่อยจากงานราชการ ขอไปพักที่ห้องก่อน ท่านแม่โปรดอภัยด้วย”
“เหนื่อยเพียงใดก็ต้องกินมื้อค่ำก่อนสิ”
เมื่อเห็นบุตรชายกำลังจะจากไป ชายาอาวุโสตระกูลหมิงก็รีบรั้งไว้สุดกำลัง “เซียงอี้ตั้งใจทำซุปหยกน้ำค้าง ซึ่งเป็นอาหารที่นางถนัดที่สุด ช่วยบำรุงกระเพาะได้ดี เจ้าก็ลองชิมสักหน่อยเถิด”
หมิงหยางได้ฟังก็ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นเจือแววเย้ยหยันอยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นสายตาเช่นนั้น ชายาอาวุโสตระกูลหมิงก็ไม่เข้าใจ ครั้นนึกขึ้นได้ ใบหน้าแก่อันเหี่ยวย่นพลันแดงก่ำ
จริงด้วย เมื่อครู่ยังพูดว่าได้สนทนากับหลานสาวจนลืมเวลา คราวนี้กลับบอกว่าตั้งใจทำซุปมาให้โดยเฉพาะ มิเท่ากับตบหน้าตนเอง เปิดโปงคำโกหกหรอกหรือ
หลี่เซียงอี้หน้าซีดเผือดไปนานแล้ว นางเม้มริมฝีปากล่างเบา ๆ ดวงตาค่อย ๆ เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ
“ข้าไม่ให้น้ากลับ!”
ท่ามกลางความเงียบของทุกคน หมิงเสียวพลันตะโกนเสียงดัง
“ท่านพ่อยุ่งกับงานราชการ ไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนข้า ข้าก็แค่อยากให้น้าอยู่เป็นเพื่อนแล้วผิดตรงไหน”
