“ขอให้พวกเธอสองคนรักกันจนแยกไม่ออกไปตลอด อย่าได้เลิกกันแล้วไปทำร้ายคนอื่นอีกล่ะ”
เจียงหลีไม่แม้แต่จะมองเธอ สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่สะทกสะท้านทำให้เจียงอ้ายหมิ่นรู้สึกเหลือเชื่อ
ทำไมเธอถึงไม่โกรธล่ะ?
เมื่อกี้ตอนอยู่ข้างนอก เธออาจจะฝืนทนก็ได้ แต่ตอนนี้มีแค่พวกเธอสองคน เจียงหลีน่าจะร้องไห้ฟูมฟายสิ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอชอบโจวซิงวั่งมากแท้ ๆ
เจียงอ้ายหมิ่นรู้สึกเหมือนต่อยลงบนปุยนุ่น ทั้งไร้เรี่ยวแรงทั้งขมขื่น
สีหน้าตกตะลึงของเธอคงเกินจริงไปหน่อย เจียงหลีจึงเหลือบมองเธออีกครั้ง
“อะไร กลัวว่าฉันจะแย่งโจวซิงวั่งไปจากเธอหรือไง?”
“ไม่กลัวหรอก เมื่อกี้ป้าพูดแล้วว่า ต่อให้พี่ซิงวั่งแต่งกับใคร ก็ไม่มีทางแต่งกับเธอ”
เจียงอ้ายหมิ่นยังอยากเห็นเจียงหลีเจ็บปวด แต่น่าเสียดายที่คงต้องผิดหวัง
เจียงหลีกำลังดื่มด่ำกับความสุขที่ได้พลังวิเศษมา จึงไม่สนใจความคิดเล็กคิดน้อยของเจียงอ้ายหมิ่นเลย
“แม่ พวกคุณยังไม่ทำกับข้าวอีกเหรอ?”
เสียงบ่นของเจียงเย่าดังมาจากข้างนอก เขาเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของร่างเดิม และยังเป็นลูกชายคนโตที่เจียงจื้อเฉียงรักที่สุดด้วย
วันนี้เป็นวันเกิดพ่อของซุนลี่เจวียน ภรรยาเจียงเย่า ทั้งสองคนเลยพาลูกกลับไปบ้านเดิมของเธอ
“น้องสาวแกทำเรื่องขายหน้าจนงานแต่งพัง ยังจะมีกะจิตกะใจทำกับข้าวได้ยังไง”
เติ้งหมิ่นบ่นพึมพำ “วัน ๆ เอาแต่กังวลเรื่องของพวกแก ฉันนี่มันคนใช้แรงงานจริง ๆ”
“ทำไมถึงยกเลิกงานแต่งล่ะ?”
ซุนลี่เจวียนมีปฏิกิริยารุนแรง เธอเฝ้ารอให้น้องสามีทั้งสองแต่งออกไป จะได้เรียกสินสอดมาช่วยครอบครัวบ้าง
“พี่สะใภ้ เป็นเพราะเสี่ยวหลีไม่รู้ความ ไปจูบผู้ชายคนหนึ่งในกองผลิตน่ะ”
เจียงอ้ายหมิ่นเดินออกมาเสริมอย่างเอื่อยเฉื่อย เจียงจื้อเฉียงนาน ๆ ทีถึงจะช่วยพูดแทนเจียงหลีสักคำ
“ผู้ชายคนนั้นบาดเจ็บตกลงไปในแม่น้ำ เธอช่วยชีวิตเขา”
อย่างน้อยเขาก็เป็นหมอประจำหมู่บ้าน แม้ฝีมือรักษาจะธรรมดา แต่ก็รู้ดีว่าถ้าไม่มีลูกสาว ไม่รู้ว่าฉินหย่วนเจิงจะรอดหรือเปล่า
อีกอย่าง ถ้าลูกสาวเสียชื่อ เขาก็ต้องเสียชื่อไปด้วย
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรไปจูบผู้ชายสิ”
เจียงเย่าจ้องห้องของเจียงหลีอย่างโมโห เจียงหลีเอาสำลีอุดหูสองก้อนแล้วหลับลึกไปแล้ว
เพิ่งทะลุมิติมาแถมยังช่วยคนอีก ร่างกายเธออ่อนเพลียมาก ต้องพักสักหน่อย
พอเห็นว่าไม่มีใครตอบ เจียงเย่าก็ยิ่งโมโห เขาพาภรรยากับลูกกลับห้องตัวเองไป
เติ้งหมิ่นทำมื้อเย็นอยู่ในครัวพร้อมกับบ่นกระปอดกระแปด เจียงอ้ายหมิ่นคอยพูดปลอบเสียงอ่อนโยน ส่วนเจียงหลีนอนหลับไปตื่นหนึ่ง
กระทั่งได้ยินเสียงจัดสำรับอาหารจากข้างนอก เธอจึงพลิกตัวลุกขึ้นเดินออกไป
เจียงอ้ายหมิ่นเพิ่งจัดชามกับตะเกียบเสร็จ พอเติ้งหมิ่นเห็นเจียงหลีนั่งลงทันที สีหน้าก็พลันบึ้งตึง
“วัน ๆ เอาแต่กินกับนอน ไม่ยอมทำงานทำการ อยู่บ้านกินแรงคนอื่น ทำตัวเป็นคุณหนูแบบนี้ไม่ได้หรอก”
“แม่ พูดแบบนี้ส่งเดชไม่ได้นะ ตอนนี้ในเมืองวุ่นวายจะตาย อยากโดนจับไปวิจารณ์หรือไง?”
เจียงหลีหยิบตะเกียบจากโต๊ะอย่างเกียจคร้าน มือไวคว้าไข่บนโต๊ะมาใส่ชามข้าวต้มของตัวเองเกือบครึ่ง
ทุกคน: !!!
เติ้งหมิ่นถูกเจียงหลีโต้จนหน้าเขียวคล้ำ ขยับริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่กล้าพูดอีก
เจียงเย่าที่เพิ่งนั่งลงตบโต๊ะดังปัง “เจียงหลี แกกล้าขึ้นแล้วใช่ไหม?!”
“ทำไม ไข่ในบ้านให้แกกินคนเดียวหรือไง ฉันก็ไปทำงานเหมือนกันนะ”
เจียงหลีไม่สนใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร เธอคลุกข้าวต้มมันเทศในชามสองสามที แล้วก็ตักเข้าปากคำแล้วคำเล่า
พูดตามตรง รสชาติก็งั้น ๆ แต่เธอไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองหิวหรอก
“พี่เย่า” ซุนลี่เจวียนหน้าบึ้ง เติ้งหมิ่นก็ยกไข่ตุ๋นถ้วยหนึ่งออกมาจากครัว
“ลี่เจวียน นี่เป็นไข่ของเสี่ยวเป่านะ”
แม้เธอจะลำเอียงรักอ้ายหมิ่น แต่เสี่ยวเป่าเป็นหลานชายคนโตของตระกูลเจียง เธอจึงไม่กล้าละเลย
สีหน้าซุนลี่เจวียนถึงค่อยดีขึ้น เจียงเย่าใช้ตะเกียบคีบไข่ใส่ชามตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วยังคีบให้ซุนลี่เจวียนอีกด้วย
เจียงอ้ายหมิ่นน้อยใจสุดขีด เติ้งหมิ่นส่งสายตาปลอบเธอเบา ๆ บอกไม่ให้ใส่ใจ เพราะตั้งใจเก็บไข่ไว้ให้เธอแล้ว
มื้อเย็นเรียบง่ายมื้อนี้ทำให้ทุกคนคิดกันไปต่าง ๆ นานาเพราะเรื่องไข่ เจียงหลีมองออกว่าคู่แม่ลูกกำลังส่งสายตาคุยกัน จึงจงใจชะลอความเร็วในการกิน
หลังมื้อเย็น เติ้งหมิ่นพูดหน้าบึ้ง “เสี่ยวหลี ล้างจานด้วย ถ้ายังไม่ขยันขึ้น ต่อไปจะหาบ้านสามีไม่ได้”
“ฉันเวียนหัวนิดหน่อย ล้างไม่ไหว”
เจียงหลีวางชามกับตะเกียบลง แล้วพูดขึ้นว่า “แม่ชมเจียงอ้ายหมิ่นว่าขยันที่สุดในโลกไม่ใช่เหรอ ให้เธอล้างสิ”
ปกติร่างเดิมก็พูดจาโผงผางแบบนี้อยู่แล้ว ทุกคนจึงไม่ได้สงสัยอะไร แค่รู้สึกว่าวันนี้เธอรับมือยากกว่าเดิม
เติ้งหมิ่นเหลือบมองซุนลี่เจวียน ลูกสะใภ้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว ซุนลี่เจวียนทำเป็นไม่เห็น ก้มหน้าป้อนข้าวลูก
“อ้ายหมิ่น ลำบากเธอแล้วนะ พี่ต้องป้อนข้าวลูก อยู่ลุกไปไหนไม่ได้”
เจียงอ้ายหมิ่น: ……
เธอเก็บชามกับตะเกียบอย่างน่าสงสารแล้วเดินเข้าครัวไป เติ้งหมิ่นก็รีบตามไปด้วยความเอ็นดู
เจียงจื้อเฉียงพูดกับเจียงหลีอย่างจนใจ “ยังไงเธอก็เป็นพี่สาว อย่าคอยหาเรื่องเธออยู่เรื่อยเลย”
“เธออยากได้ชื่อว่าขยัน ฉันไม่ต้องการนี่”
เจียงหลีพูดอย่างมีเหตุผล ถึงร่างเดิมจะเอาแต่ใจ แต่ลึก ๆ ก็ยังมีความหวังกับพ่อแม่อยู่บ้าง
เมื่อก่อนเธอช่วยทำงานในบ้านตั้งหลายอย่าง แต่เติ้งหมิ่นกลับมองข้ามเธออยู่เสมอ แถมยังคอยพูดชมเจียงอ้ายหมิ่นให้คนข้างนอกฟัง
เจียงหลีจึงเลิกทำเสียเลย เธอไม่ใช่คนที่จะยอมให้ตัวเองต้องลำบาก
นึกถึงสีหน้าของเติ้งหมิ่นตอนอยู่บนโต๊ะอาหารเมื่อครู่ เจียงหลีก็ย่องไปทางห้องครัวอย่างเงียบเชียบ
ผลักประตูเข้าไปก็เห็นเติ้งหมิ่นส่งไข่ต้มให้เจียงอ้ายหมิ่นจริง ๆ “อ้ายหมิ่น ค่อย ๆ กินนะ”
“ฉันก็เอาด้วย”
เสียงของเจียงหลีดังขึ้นจากด้านหลังพวกเธออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเจียงอ้ายหมิ่นกับเติ้งหมิ่นสะดุ้งทั้งตัว
เจียงอ้ายหมิ่นเกือบทำไข่ในมือหล่น เพราะถูกจับได้ว่ากำลังกินของดีคนเดียว
เจียงหลีฉวยไข่มาไว้ในมือ เติ้งหมิ่นกัดฟันพูด “พี่สาวแกเคยลำบากมาก่อน ร่างกายก็อ่อนแอ แม่ให้ไข่นี่ไปบำรุงร่างกายเธอ”
“ฉันก็ร่างกายอ่อนแอเหมือนกัน”
เจียงหลีแค่นหัวเราะ แม่คนนี้เอาแต่หาว่าเธอทำให้เสียหน้าทั้งวัน แต่กลับไม่ถามสักคำว่าร่างเดิมตกแม่น้ำได้ยังไง
เธอข่มขู่สองแม่ลูกอย่างร้ายกาจ “ถ้าอยากเอาคืนก็ได้นะ ฉันจะไปบอกพ่อกับพี่ชายว่าแม่แอบทำของดีให้พี่กิน”
เติ้งหมิ่น: !!!
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก เธอสงสารลูกสาวคนโตที่ไม่มีพ่อ ส่วนเจียงจื้อเฉียงก็สงสารลูกชายที่ไม่มีแม่
ทั้งคู่แอบทำของดีให้ลูกที่เกิดจากคู่ชีวิตคนก่อนกิน แต่ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ยังไงก็เสียหน้าอยู่ดี
“แม่ ช่างเถอะ เสี่ยวหลีอยากกินก็ให้เธอกินไป”
เจียงอ้ายหมิ่นแทบกระอักเลือดอยู่ในใจ แต่ยังต้องแสร้งทำเป็นคนดีต่อหน้าเติ้งหมิ่น
เจียงหลีไม่เกรงใจ เธอยัดไข่ใส่กระเป๋าทันที เดี๋ยวค่อยให้ชามบิ่นใบนั้นทำสำเนาไข่ให้อีกฟองก็ได้
เมื่อเห็นแผ่นหลังของเธอเดินจากไป เติ้งหมิ่นก็อดพึมพำไม่ได้ “ทำไมฉันถึงคลอดตัวสร้างหนี้แบบนี้ออกมานะ”
“แม่ เสี่ยวหลีเสียงานแต่งไป คงไม่สบายใจน่ะค่ะ”
เจียงอ้ายหมิ่นทำท่าเข้าอกเข้าใจ จนเติ้งหมิ่นเรียกเธอว่าลูกรักอยู่ไม่ขาดปาก
เจียงหลีไม่สนใจเรื่องพวกนั้น พอกลับถึงห้อง เธอก็วางไข่ลงในชามบิ่นอย่างระมัดระวัง และมันก็ทำสำเนาไข่ออกมาได้อีกฟองจริง ๆ
เธอกินไข่สองฟองอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็ใช้ความคิดหยิบไข่ที่คุณย่าเอามาให้ตอนบ่ายออกมาจากมิติ แล้วตรวจดู
ไข่ยังอุ่นอยู่เลย มิตินี้มีคุณสมบัติช่วยรักษาความสดด้วย เธอได้กำไรเต็ม ๆ แล้ว!
คืนนั้นเจียงหลีตื่นเต้นจนนอนไม่ค่อยหลับ น่าเสียดายที่ข้าวของของเธอมีน้อยเหลือเกิน ไม่อย่างนั้นคงได้สนุกกับการทำสำเนาให้หนำใจ
เพราะนอนไม่หลับทั้งคืน พอเสียงระฆังเรียกไปทำงานในวันรุ่งขึ้นดังขึ้น เจียงหลีก็แทบลุกไม่ไหว
เติ้งหมิ่นบ่นด่าขึ้นมาอีก “วัน ๆ เอาแต่คิดจะอู้งาน ไม่เห็นเหมือนฉันเลยสักนิด”
“ถ้าฉันหน้าตาน่าเกลียดเหมือนแม่ ก็คงไม่กล้าส่องกระจกเหมือนกันแหละ”
เจียงหลีสวนกลับได้ทันควัน ทำเอาเติ้งหมิ่นโมโหจนแทบหัวใจวาย ลูกสาวคนนี้ไม่รู้ไปกินยาอะไรผิดมาหรือไง
เมื่อก่อนถึงจะร้ายกาจ แต่ปากไม่ได้ร้ายขนาดนี้นี่นา
