“เจิงหรง ตอนนี้บ้านนายเป็นยังไง นายก็รู้ดี!”
หวังเจี้ยนกั๋วทำท่าพูดจาจริงจังด้วยความหวังดี “หลินหว่านอยู่บ้านก็มีแต่กินข้าว นายเลี้ยงไหวเหรอ? ฉันคุยกับป้าของนายแล้วว่าจะพาเธอไปอยู่บ้านฉัน อย่างน้อยก็มีข้าวร้อน ๆ กิน ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระนายด้วย”
พูดจาสวยหรูไปเถอะ
ทั้งเรื่องพาไปอยู่บ้าน ทั้งเรื่องช่วยแบ่งเบาภาระ
ที่แท้ก็แค่อยากหลอกเธอไปเป็นเมียให้ลูกชายปัญญาอ่อนของเขา!
“ผมซาบซึ้งในความหวังดีของลุงครับ”
หวังเจิงหรงหัวเราะเย็นชา “หลินหว่านเป็นน้องสาวผม ผมเลี้ยงเธอได้ ไม่ต้องให้ลุงลำบากใจหรอกครับ”
“เจิงหรง! พูดน่ะพูดง่าย แต่จะเอาอะไรมาเลี้ยงคนทั้งบ้าน?”
หวังเจี้ยนกั๋วหน้าเคร่งขรึมลง “หลินหว่านอยู่กับนาย สักวันก็ต้องอดตาย!”
“เรื่องนั้นลุงไม่ต้องห่วงครับ!”
หวังเจิงหรงไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว “แต่ละบ้านก็มีวิธีอยู่ของตัวเอง ผมมีวิธีเลี้ยงพวกเขาเอง! ต่อไปอย่าพูดเรื่องนี้อีก!”
ต้าหวงยืนแนบขาเขา ตัวเกร็งเขม็ง แยกเขี้ยวขู่หวังเจี้ยนกั๋วเสียงต่ำ
หวังเจี้ยนกั๋วเหลือบมองต้าหวงอย่างหวาดระแวง ก่อนจะมองหวังเจิงหรงที่ยืนกรานไม่เปลี่ยน สีหน้าพลันเขียวคล้ำสลับซีดเผือด
“เจิงหรง ลุงก็หวังดีกับนาย...”
เพื่อนบ้านคนหนึ่งยังช่วยเกลี้ยกล่อมอยู่ข้าง ๆ “นายลองถามความเห็นหลินหว่านกับซิ่วเหลียนก่อนดีไหม?”
“ไม่ต้องถาม! ความเห็นของผมก็คือความเห็นของพวกเธอ!”
หวังเจิงหรงตัดบท “ผมเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน ต่อไปเรื่องใหญ่เรื่องเล็กในบ้าน ผมเป็นคนตัดสินใจ ผมพูดคำไหนคำนั้น!”
พอได้ยินคำพูดนี้ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างพากันขมวดคิ้ว แล้วเริ่มซุบซิบกันอีกครั้ง
“เจิงหรง นาย...ก็ได้! ฉันจะคอยดูว่านายจะเลี้ยงพวกเขายังไง!”
หวังเจี้ยนกั๋วสีหน้าบูดบึ้งอย่างที่สุด ทิ้งท้ายด้วยคำพูดประชดประชันก่อนเดินจากไปอย่างหัวเสีย “อุตส่าห์หวังดีแท้ ๆ กลับเห็นเป็นเจตนาร้าย!”
หลินซิ่วเหลียนเหลือบมองหวังเจิงหรง ไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดอะไรที่ฟังดูรับผิดชอบขนาดนี้
แต่ไม่นาน แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความกังวลอีกครั้ง ใคร ๆ ก็พูดให้ดูเข้มแข็งได้ทั้งนั้น
พูดเข้มแข็งแล้วทำให้คนในบ้านอิ่มท้องได้หรือไง?
พูดเข้มแข็งแล้วทำให้ข้าวในบ้านเพิ่มขึ้นได้หรือไง?
ต่อให้ไล่พวกอันธพาลไปได้ ต่อให้สวนหวังเจี้ยนกั๋วจนหนีไปได้ แต่ข้าวในบ้านก็ใกล้จะหมดเกลี้ยงแล้ว
คิดถึงตรงนี้ หลินซิ่วเหลียนก็อุ้มยายาพลางกล่อมไปพลาง ถอนหายใจเบา ๆ
ชาวบ้านที่มาดูเรื่องสนุกเห็นว่าไม่มีอะไรให้ดูต่อ จึงทยอยแยกย้ายกันไป
ตอนนั้นเอง ประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยด
ร่างเล็กผอมบางร่างหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน
หวังหลินหว่านสวมเสื้อบุฝ้ายเก่าสีซีดตัวหนึ่ง ซึ่งใหญ่กว่าตัวเธออยู่หลายขนาด ปลายแขนเสื้อพับทบขึ้นมาหลายชั้น
ผมของเธอแห้งกรอบสีเหลืองซีด ใช้เชือกผูกผมสีแดงเก่ามัดรวบไว้อย่างลวก ๆ ใบหน้าเล็กแดงก่ำเพราะความหนาว ริมฝีปากแห้งแตกจนลอกเป็นขุย
เธอไม่พูดอะไร เพียงยืนมองหวังเจิงหรงอยู่ตรงประตูห้องเก็บฟืน
เธอกัดริมฝีปากที่แห้งแตก คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
ครู่หนึ่ง เธอก็ถอยกลับเข้าไปในห้องเก็บฟืนเงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ ปิดประตู
ร่างที่เกร็งเขม็งของต้าหวงจึงค่อย ๆ ผ่อนคลาย หูตกลงมา
มันเดินไปหมอบลงชิดโคนกำแพง แต่ยังคงระแวดระวังอยู่
หลินซิ่วเหลียนอุ้มยายาที่หลับสนิท ดวงตาแดงก่ำ
เธอมองน้องสามีตรงหน้าอย่างเหม่อลอย
รู้สึกอยู่ตลอดว่าหลังจากหวังเจิงหรงฟื้นขึ้นมาคราวนี้ เขาดูไม่เหมือนเมื่อก่อน
แต่จะต่างตรงไหน เธอกลับบอกไม่ถูก
หวังเจิงหรงหันไปมองพี่สะใภ้ เห็นหลังมือของเธอแตกเพราะความหนาว
เขามองใบหน้าเล็กซีดเซียวของยายา แล้วก้มมองต้าหวงที่ผอมจนเห็นซี่โครง ใจพลันหดหู่ขึ้นมา
หมาเองก็ไม่รังเกียจบ้านที่ยากจน
สุนัขล่าสัตว์แสนรู้ตัวนี้หิวโซถึงขนาดนี้แล้ว ก็ยังเฝ้าประตูบ้านอย่างไม่ยอมไปไหน
ชาติก่อนตัวเขายังเลวร้ายยิ่งกว่าหมาเสียอีก!
หวังเจิงหรงถามว่า “พี่สะใภ้ ข้าวในบ้านยังพออยู่ได้อีกกี่วันครับ?”
“แป้งข้าวโพดเหลือพอทำโจ๊กใสได้อีกแค่สองมื้อ”
หลินซิ่วเหลียนก้มหน้า เสียงแผ่วเบา “ผักป่าก็ใกล้ขุดจนหมดแล้ว แม้แต่ต้าหวงก็ไม่ได้กินเนื้อมานานมาก”
หวังเจิงหรงสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็เดินไปที่กำแพง ปลดปืนล่าสัตว์เก่าที่ถูกทิ้งไว้จนฝุ่นจับลงมา
เขาปลดมีดล่าสัตว์ด้ามเขาควายออกด้วย แล้วค้นเชือกป่านกับกับดักเหล็กจับสัตว์จากมุมห้อง
เขาพูดเสียงหนักแน่นว่า “ผมจะเข้าไปดูบนเขาหน่อย”
“ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด! นายเพิ่งหายป่วยหนัก...อีกอย่าง...”
หลินซิ่วเหลียนหน้าเปลี่ยน สีหน้าเธอหวาดหวั่น “พ่อของนายตายเพราะหมีดำ พี่ชายคนโตก็เข้าไปในป่าลึกแล้วไม่กลับมา บนเขานั่นเอาชีวิตคนได้เลยนะ!”
“ผมไม่เข้าไปในป่าลึกหรอก แค่เดินวนอยู่แถวเชิงเขาด้านนอก ไปลองเสี่ยงดวงดูครับ”
หวังเจิงหรงมองยายาตัวเล็กผอมบางบนเตียงเตา แล้วเหลือบมองต้าหวงบนพื้น น้ำเสียงอ่อนลง “ยายาต้องได้กินของที่มีประโยชน์บ้าง ต้าหวงก็ควรได้กินเนื้อสักหน่อย ก่อนฟ้ามืดผมกลับมาแน่นอน”
“เดี๋ยวก่อน! พี่รอง!”
ประตูห้องเก็บฟืนถูกผลักเปิดผาง หวังหลินหว่านพุ่งออกมา สีหน้าราวกับเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่าง “พี่คิดจะเอาปืนกับมีดล่าสัตว์ของพ่อไปแลกเงินใช่ไหม?”
เธอหันไปคว้าแขนหลินซิ่วเหลียนทันที “พี่สะใภ้ ปืนกับมีดล่าสัตว์พวกนี้เป็นของที่พ่อกับพี่ชายทิ้งไว้ให้เรา เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ ยังไงก็ขายไม่ได้!”
“อีกอย่าง ตอนก่อนพี่ไปเรียนล่าสัตว์กับพ่อ พี่ก็ทำ ๆ หยุด ๆ อยู่ได้ไม่กี่วัน!”
เธอหันกลับไปมองหวังเจิงหรง สีหน้าเหยียดหยาม “แค่กับดักกระต่ายยังวางไม่เป็น จะไปล่าสัตว์ได้ยังไง? ฉันว่าพี่แค่อยากหลอกเอาปืนกับมีดไปแลกเหล้ากินมากกว่า!”
พอได้ยินเช่นนั้น หลินซิ่วเหลียนก็หันไปมองหวังเจิงหรงด้วยสายตาเคลือบแคลงอีกครั้ง
“หลินหว่าน! พี่สะใภ้ ผมไปล่าสัตว์จริง ๆ...”
หวังเจิงหรงทำหน้าอ่อนใจ “เมื่อก่อนผมมันสารเลว แต่ต่อไปจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ผมจะกลับตัวกลับใจ ทำให้พวกพี่กับยายาได้กินอิ่มและมีเสื้อผ้าใส่อุ่น ๆ...”
“กลับตัวกลับใจเหรอ? พี่พูดแบบนี้มาแล้วตั้งแปดร้อยครั้ง ครั้งไหนพูดจบแล้วไม่หันไปมุดบ่อนพนันบ้าง?”
หวังหลินหว่านเบ้ปาก ไม่เชื่อเขาแม้แต่น้อย เธอก้าวมาขวางหน้าปืนล่าสัตว์ “วันนี้พี่อย่าหวังแตะปืนกับมีดล่าสัตว์พวกนี้!”
“หลินหว่าน หลบไป” น้ำเสียงของหวังเจิงหรงเข้มขึ้นเล็กน้อย
“ฉันไม่หลบ!”
หวังหลินหว่านเชิดคอขึ้น แต่ดวงตากลับแดงก่ำ “พ่อกับพี่ชายก็ไม่อยู่แล้ว เหลือของพวกนี้อยู่แค่นิดเดียว พี่ยังจะเอาไปผลาญจนหมดอีก...”
ความหวังที่เคยมีนับครั้งไม่ถ้วนพังทลายกลายเป็นความผิดหวัง
เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้เธอรู้จักใช้ความปากร้ายปกป้องตัวเอง เธอไม่กล้าเชื่อคำสัญญาของใครง่าย ๆ อีก
หลินซิ่วเหลียนยืนอยู่ข้าง ๆ มองหวังหลินหว่านที มองหวังเจิงหรงที ในใจรู้สึกอัดอั้นไปหมด
เธอจะไม่กลัวได้ยังไง?
แต่ท่าทางที่หวังเจิงหรงฉีกใบหนี้ แล้วสวนหวังเจี้ยนกั๋วเมื่อครู่นี้ ก็ดูไม่เหมือนเสแสร้ง
เธอกัดริมฝีปากล่าง ก่อนจะค่อย ๆ ดึงแขนหวังหลินหว่าน “หลินหว่าน ปล่อยมือก่อน”
“พี่สะใภ้!?” หวังหลินหว่านร้อนใจ
“เจิงหรง ปืนกับมีดล่าสัตว์นี่เป็นของที่พ่อกับพี่ชายทิ้งไว้ให้ เป็นสิ่งสุดท้ายที่บ้านเรายังเหลืออยู่”
หลินซิ่วเหลียนสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันไปหาหวังเจิงหรง น้ำเสียงสั่นเครือ “ถ้านายเอาไปขายแลกเหล้าจริง ๆ...ต่อให้พี่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก พี่ก็ไม่ปล่อยนายไว้แน่”
“พี่สะใภ้ วางใจเถอะครับ ผม หวังเจิงหรง ขอสาบานต่อฟ้า...”
หวังเจิงหรงรู้สึกจุกในอก เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “นับจากนี้ ถ้าผมกลับไปเล่นพนันอีก หรือขายของในบ้านแม้แต่ชิ้นเดียว ขอให้ฟ้าผ่าตาย!”
เขายื่นมือปลดปืนล่าสัตว์ลงมา สะพายไว้บนบ่า แล้วเหน็บมีดล่าสัตว์ด้ามเขาควายไว้ที่เอว
เขายัดเชือกป่านกับกับดักเหล็กใส่กระเป๋าผ้าใบ ก่อนสะพายขึ้นบ่า
“ต้าหวง!!”
หูของสุนัขล่าสัตว์ชราตั้งชัน มันลุกขึ้นจากโคนกำแพง ส่ายหางผอมแห้ง แล้วเดินมาหาเขา
หวังเจิงหรงเปิดประตูลานบ้าน ด้านนอกมีลมกับหิมะโหมกระหน่ำ
เขากระชับเสื้อบุฝ้ายให้แน่นขึ้น หันกลับไปมองหลินซิ่วเหลียนกับหวังหลินหว่านที่ยืนอยู่ตรงประตู แล้วพูดเสียงหนักแน่นว่า “ก่อนฟ้ามืด ผมกลับมาแน่นอน”
พูดจบ คนหนึ่งกับสุนัขหนึ่งตัวก็เดินฝ่าลมและหิมะที่หนาวเหน็บ มุ่งหน้าเข้าไปในภูเขากว้างใหญ่ไพศาล
