“เห็นไหม? หลิวกุ้ยเซียงคนนั้นยังคิดว่าแค่เอาไข่มาให้จือหว่านไม่กี่ฟอง จือหว่านก็จะยกโทษให้เรื่องที่เธอทิ้งลูกไปเมื่อหลายปีก่อนแล้ว”
“โธ่ เรื่องแบบนี้เราอย่าพูดส่งเดชเลยนะ”
“ฉันไม่ได้พูดส่งเดชสักหน่อย ใคร ๆ ก็รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่เพราะเห็นว่าจือหว่านสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้ ถึงได้กระตือรือร้นขึ้นมาทันทีแบบนี้หรอกหรือ”
“ฉันว่าอย่างครอบครัวสือ ต่อให้สอบติดก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์นะ บ้านนั้นไม่มีเงินส่งจือหว่านไปเรียนในเมืองหลวงอยู่แล้ว”
“นั่นสิ ฉันบอกให้ฟังนะ” คนพูดลดเสียงลง “ช่วงนี้สือโส่วซานเที่ยวหาคนยืมเงินไปทั่วเลย”
“เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?”
“ไม่กี่วันก่อนเขามายืมเงินที่บ้านฉัน แต่สามีฉันบอกไปตรง ๆ ว่าที่บ้านไม่มีเงิน”
“อีกอย่าง สือโส่วซานยังไปหาผู้ใหญ่บ้านด้วย”
“จริงเหรอ?” อีกคนถามอย่างตกใจ
“ฉันจะโกหกเธอทำไม”
“โธ่ งั้นฉันต้องกลับไปบอกสามีที่บ้านแล้วล่ะ ห้ามให้เขายืมเด็ดขาด เงินให้ยืมไปแล้วก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้คืน”
“ใช่ ๆ ฉันก็ว่าไม่ควรให้ยืม ดูสภาพบ้านเขาสิ จะเอาที่ไหนมาคืนล่ะ” หญิงวัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ พูดเสริม
“ก็ไม่แน่หรอก รอจือหว่านเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว บางทีอาจหาเงินมาคืนได้” อีกคนแย้ง
“ก็ไม่รู้สิ ใครจะไปรู้เรื่องอนาคต? เกิดเขาไม่คืนขึ้นมาจะทำยังไง?”
“เฮ้อ เธอพูดก็มีเหตุผล”
“เออ วันนี้ฉันเห็นสือโส่วซานพาจือหว่านไปทำงานที่บ้านตระกูลเมิ่งด้วย”
“อ้อ บางทีเขาอาจไปขอร้องเมิ่งซิงกั๋วก็ได้ ฝั่งนั้นมีเงิน เผื่อจะให้ยืม”
“ฉันว่าไม่น่าหรอก ลูกสาวสองคนของตระกูลเมิ่งก็ต้องไปเรียนต่อในเมืองหลวงเหมือนกัน ไม่แน่ว่าจะมีเงินให้เขายืม”
ผู้คนพากันพูดคุยวิจารณ์กันเซ็งแซ่
อีกด้านหนึ่ง อู๋เหมยยืนมองกองเศษหินเศษอิฐกองใหญ่ในลานบ้านด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
ถ้าไม่เก็บกวาดให้เรียบร้อย พรุ่งนี้พอเชิญคนมากินข้าว ทุกคนเห็นลานบ้านรกเละเทะ เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ในใจเธออัดอั้นด้วยความโมโห
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เธอจึงต้องออกไปหาบ้านเพื่อนบ้านข้าง ๆ ขอให้มาช่วยเก็บกวาด โดยรับปากว่าจะจ่ายค่าแรงให้ เพื่อนบ้านถึงยอมมาช่วย
ทางด้านสือโส่วซาน พอกินข้าวเสร็จก็ครุ่นคิดว่าจะไปบ้านตระกูลเมิ่งอีกสักครั้ง
อย่างไรเสียก็รับปากว่าจะไปช่วยทำงานแล้ว ถ้าไม่ไปก็รู้สึกไม่สบายใจ
สือจือหว่านดึงตัวเขาไว้ “พ่อ ไม่ต้องไปแล้ว มือหนูยังเจ็บอยู่เลย อีกอย่าง นั่นก็เรื่องของพวกเขา พ่อจะไปวุ่นวายอยู่ทางนั้นทำไมคะ”
สือโส่วซานถอนหายใจ “หว่านหว่าน พ่อมันไม่ได้เรื่อง ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้ แต่พ่อไม่มีเงินส่งลูกไปเรียน พ่อก็เลยคิดว่าจะไปถามบ้านตระกูลเมิ่งดู เผื่อจะขอยืมเงินจากพวกเขาได้บ้าง”
สือจือหว่านมองชายตรงหน้าที่ผิวคล้ำแดดและผอมแห้ง น้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
พอเห็นลูกสาวร้องไห้ สือโส่วซานก็ลนลานทันที “หว่านหว่าน เป็นอะไรไปลูก?”
“พ่อไม่ต้องกังวลเรื่องเงินนะคะ หนูมีวิธี”
พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น สือโส่วซานกลับยิ่งร้อนใจ “หว่านหว่าน ลูกจะมีวิธีอะไรได้? อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามเด็ดขาดนะ”
ในใจเขา ลูกสาวหน้าตาสะสวย แถมในหมู่บ้านก็มีผู้ชายไม่น้อยที่หมายตาอยากแต่งงานกับเธอ สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือลูกจะคิดสั้นชั่ววูบ ใช้การแต่งงานแลกเงิน แล้วทำเรื่องโง่ ๆ ลงไป
สือจือหว่านไม่รู้เลยว่าพ่อคิดไปถึงเรื่องนั้น เธอยิ้มให้เขา “พ่อเชื่อหนูนะคะ หนูหาเงินไปเรียนมหาวิทยาลัยได้แน่นอน แล้วจะพาพ่อกับแม่ไปเมืองหลวงด้วยกัน”
เห็นลูกสาวพูดอย่างมั่นใจ สือโส่วซานก็ไม่คัดค้านอีก เขายิ้มพลางตอบ “ได้ ๆ ถึงตอนนั้นพวกเราจะไปกับลูกด้วยกัน”
เหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวันก่อนเปิดเทอม เธอเองก็ไม่แน่ใจนักว่าจะหาเงินได้ทันหรือเปล่า
เธอนึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับขึ้นมา พรุ่งนี้พระเอกจะมารับเมิ่งลิ่งเวยกับเมิ่งลิ่งเซวียนไปเมืองหลวง
สองคนนั้นโชคดีจริง ๆ พอไปถึงเมืองหลวงก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่พักหรือค่าใช้จ่าย เพราะได้ไปอยู่บ้านพระเอกก่อน
แม่ของพระเอกดีกับพวกเธอมาก แถมยังซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ด้วย
หลังเปิดเทอมก็เช่าบ้านให้พวกเธออยู่ข้างนอก เมิ่งลิ่งเวยกับเมิ่งลิ่งเซวียนไม่เคยต้องลำบากใจเลยสักนิด
สือจือหว่านถอนหายใจเบา ๆ ช่างเถอะ
เธอตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปเดินดูในตัวเมือง ตอนนี้เป็นปี 1987 แล้ว บนถนนสามารถตั้งแผงค้าขายได้
เธออยากไปดูสักหน่อยว่าจะหางานอะไรทำได้บ้าง หรือทำธุรกิจเล็ก ๆ หาเงิน
สือโส่วซานเห็นเหอด้าหยาภรรยาของตนย่อตัวนับมดอยู่ข้างกำแพงอีกแล้ว ก็รีบเดินเข้าไปพยุงเธอขึ้นมาให้นั่งบนเก้าอี้ แล้วช่วยพับปลายแขนเสื้อให้เรียบร้อย
สือจือหว่านมองสือโส่วซานกับเหอด้าหยา
เสื้อผ้าของเหอด้าหยาแม้จะปะชุนจนเต็มไปหมด แต่ก็ซักสะอาดเอี่ยม ใบหน้าก็ไม่มีคราบสกปรก ผมเผ้าหวีเรียบร้อยดูสะอาดตา
เห็นได้ชัดว่าปกติสือโส่วซานดูแลเหอด้าหยาเป็นอย่างดี
“ด้าหยา อย่านั่งยอง ๆ นับมดตรงโคนกำแพงตลอดสิ นั่งนานเดี๋ยวขาชา เข้าใจไหม?”
เหอด้าหยาเงยหน้ามองสือโส่วซาน ก่อนจะหัวเราะคิกคักอย่างไร้เดียงสา แล้วพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “นับมด นับมด...”
“ได้ ๆ นับมดก็ได้”
สือโส่วซานหันมามองสือจือหว่าน “หว่านหว่าน ถ้าบ่ายนี้ไม่ไปช่วยงานบ้านตระกูลเมิ่ง พ่อว่าจะขึ้นเขาสักรอบ ฟืนที่บ้านใกล้หมดแล้ว ต้องไปเก็บกลับมาหน่อย”
สือจือหว่านพยักหน้า “พ่อคะ บ่ายนี้หนูไปขึ้นเขากับพ่อด้วย”
สือโส่วซานไม่ได้ปฏิเสธ ตอบว่า “ได้ งั้นบ่ายนี้พาแม่ไปด้วย ปล่อยให้เธอนั่งนับมดอยู่มุมกำแพงบ้านคนเดียวตลอดก็ไม่ดี ถึงตอนนั้นลูกช่วยดูแลแม่หน่อยนะ”
สือจือหว่านรับคำ
ช่วงบ่าย ทั้งครอบครัวสามคนขึ้นเขา ระหว่างทางพบชาวบ้านหลายคน ทุกคนต่างทักทายพวกเขา
“อ้าว โส่วซาน พาเมียกับหว่านหว่านขึ้นเขาเหรอ!”
สือโส่วซานพยักหน้าทักทายทุกคน ส่วนสือจือหว่านพอเห็นคนรู้จักก็ยิ้มทักทาย
ถึงจะขึ้นเขามาแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้เดินเข้าไปลึกในป่า
สือโส่วซานกลัวว่าถ้าเข้าไปข้างในจะเจอสัตว์ป่าและเกิดอันตราย จึงวนเวียนอยู่แค่เชิงเขา เก็บฟืนกันอยู่ตรงนั้น
สือโส่วซานเก็บฟืน ส่วนสือจือหว่านกับเหอด้าหยาช่วยกันขุดผักป่า
เหอด้าหยาอาจจะมีสติปัญญาไม่สมบูรณ์นัก แต่กลับรู้จักผักป่าหลายชนิด ทั้งยังขุดได้ไม่น้อย
สือจือหว่านมองแล้วอดคิดไม่ได้ว่า จริง ๆ แล้วเหอด้าหยาไม่ได้ไม่รู้อะไรเลย
การใช้ชีวิตอยู่ในชนบทมานาน ทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ บนภูเขาและในป่าเหล่านี้ฝังอยู่ในความทรงจำของเธอแล้ว
พอมัดฟืนเสร็จ ผักป่าก็เต็มตะกร้าไปครึ่งหนึ่ง
เห็นว่ายังไม่เย็นมาก สือโส่วซานจึงคิดว่าจะกลับบ้าน ไม่อยากอยู่ข้างนอกนานเกินไป
เหอด้าหยากำผักป่าไว้สองสามต้น แล้วกระโดดโลดเต้นวิ่งนำไปข้างหน้า
สือโส่วซานกลัวว่าเหอด้าหยาจะหกล้มหรือไปชนอะไรเข้า จึงตะโกนเรียกจากด้านหลังไม่หยุด “เฮ้ ค่อย ๆ วิ่ง ค่อย ๆ วิ่ง!”
สือจือหว่านมองแผ่นหลังของทั้งสองคน แล้วรู้สึกว่าชีวิตตอนนี้ก็ดีไม่น้อย
