กลับถึงบ้านแล้ว สือจือหว่านก็บอกสือโส่วซานว่า “พ่อคะ พรุ่งนี้หนูอยากไปเดินดูที่ตลาดอำเภอหน่อยค่ะ”
พอได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้น สือโส่วซานก็รู้สึกผิด คิดว่าพรุ่งนี้ลูกไม่อยากอยู่ในหมู่บ้าน เพราะสองสาวตระกูลเมิ่งจะจัดงานเลี้ยงฉลองสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“หว่านหว่าน…พ่อ…ไร้ความสามารถ”
เพราะร่างกายพิการ สือโส่วซานจึงอยากไปหางานจิปาถะทำที่ตลาดอำเภอ แต่คนอื่นเห็นว่าเขาเดินไม่สะดวกก็ไม่ยอมจ้าง
ถ้ามีคนรู้จักแนะนำให้ บางทีอาจมีคนรับเขาไปทำงานใช้แรงบ้าง แต่ก็ไม่มีใครเลย
“พ่อคะ อย่าคิดมากเลยค่ะ หนูแค่อยากไปเดินดูที่ตลาดอำเภอจริง ๆ”
“ได้ งั้นก็ไปเถอะ” พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าควักเงินออกมาสี่เหมา ธนบัตรยับย่น
“หว่านหว่าน…ตอนนี้พ่อมีเงินอยู่แค่นี้”
ค่ารถจากหมู่บ้านไปตลาดอำเภอเที่ยวเดียวราคา 1 เหมา 5 เฟิน ไปกลับก็ 3 เหมา
เงินที่เหลืออีก 1 เหมาเป็นเงินค่าขนมที่สือโส่วซานเก็บไว้ให้เธอ
สือจือหว่านมองเงินสี่เหมา แต่ไม่ได้ยื่นมือไปรับ
“พ่อคะ ไม่ต้องหรอกค่ะ พรุ่งนี้หนูเดินไปตลาดอำเภอเองก็ได้”
“จะทำอย่างนั้นได้ยังไง?” สือโส่วซานขมวดคิ้วทันที ก่อนจะยื่นเงินไปให้เธออีกครั้ง
“ทางไกล แถมแดดก็ร้อน เดินไปกลับต้องใช้เวลาตั้งสามชั่วโมงกว่า
ลูกเป็นผู้หญิง เดินทางคนเดียวพ่อเป็นห่วง นั่งรถโดยสารไปปลอดภัยกว่า”
“พ่อคะ พรุ่งนี้หนูออกแต่เช้าเลย” ระหว่างพูดกับสือโส่วซาน สือจือหว่านก็คีบกับข้าวให้เหอด้าหยาไปด้วย
“กินข้าวเถอะ…”
สือจือหว่านยิ้มให้เหอด้าหยา แล้วหันไปพูดกับสือโส่วซานต่อ “พรุ่งนี้เป็นวันนัดตลาด หนูจะไปกับป้าเหอและคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านด้วย พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ”
ถึงอย่างนั้นสือโส่วซานก็ยังให้เงินเธอไป 2 เหมา
สือจือหว่านก้มมองเงิน 2 เหมาบนฝ่ามือ ความรู้สึกหลากหลายปนเปกันอยู่ในใจ
เธอรู้ดีว่าตอนนี้ที่บ้านลำบากแค่ไหน ไปขอยืมเงินใครก็ถูกปฏิเสธกลับมาทุกที
สือโส่วซานทุกข์ใจกับค่าเดินทางไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวง จนกลางคืนแทบนอนไม่หลับ
แต่เงินนี้เป็นน้ำใจจากพ่อ หากเธอยืนกรานไม่รับ ก็คงทำให้สือโส่วซานยิ่งไม่สบายใจ
เธอนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็รับเงิน 2 เหมานั้นไว้
“พ่อคะ หนูรับเงินไว้แล้วนะคะ”
พอเห็นลูกสาวรับเงิน สือโส่วซานก็ย้ำเตือนเธออีกยกใหญ่
“พรุ่งนี้ต้องตื่นให้เช้าหน่อยนะ ไปกับกลุ่มคนที่นัดกันไปตลาดในหมู่บ้าน อย่าเดินตามหลังอยู่คนเดียวเด็ดขาด
ระหว่างทางอย่าเดินเพ่นพ่าน เดินตามป้าเหอไว้ให้ดี
ถึงตลาดแล้วอย่าอยู่จนดึกเกินไป…”
ทุกครั้งที่พ่อพูด สือจือหว่านก็ตั้งใจพยักหน้ารับ
คืนนั้น
สือจือหว่านนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง แต่ก็ข่มตาไม่หลับ
เหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวันกว่าจะเปิดเทอม
ตอนนี้เป็นปี 1987 แล้ว การเรียนมหาวิทยาลัยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนก็จริง แต่ค่าเดินทางไปเมืองหลวงกับค่าครองชีพระหว่างเรียนยังต้องเตรียมเอง
ตอนนี้นโยบายเปิดกว้างแล้ว จะตั้งแผงขายของทำธุรกิจก็ได้ แต่พอมองเงิน 2 เหมาในมือ เธอก็อดกลุ้มใจไม่ได้
เธออดนึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับไม่ได้
พรุ่งนี้กู้เยี่ยนจะขับรถมารับสองพี่น้องเมิ่งลิ่งเวยกับเมิ่งลิ่งเซวียนไปเมืองหลวงโดยเฉพาะ
สองพี่น้องตระกูลเมิ่งโชคดีจริง ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเดินทาง พอไปถึงเมืองหลวงก็ได้เข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลกู้ทันที
แม่ของกู้เยี่ยนมีอัธยาศัยดีมาก ปฏิบัติต่อพวกเธอเหมือนเป็นลูกหลานในบ้าน ทั้งยังยอมควักเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่สารพัดแบบให้
พอใกล้เปิดเทอม ก็ยังช่วยออกเงินเช่าบ้านให้พวกเธออยู่ข้างนอกอีกด้วย
สองพี่น้องตระกูลเมิ่งราบรื่นไปเสียทุกอย่าง แทบไม่เคยต้องทนทุกข์หรือถูกใครรังแกเลย
อ้อ ยกเว้นตอนที่พวกเธอแย่งพระเอกกันเองจนต้องเจ็บช้ำ เรื่องอื่นในชีวิตแทบไม่มีอะไรให้ทุกข์ใจ
เมื่อเทียบกับสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ จะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงเป็นเรื่องโกหก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนกว่าความง่วงจะค่อย ๆ ถาโถมเข้ามา เธอหลับไปอย่างสะลึมสะลือ
วันต่อมา
ตอนสือจือหว่านเปิดประตูบ้านออกมา ก็เห็นสือโส่วซานกำลังพูดกับป้าเหอที่อยู่บ้านข้าง ๆ ว่า “พี่สะใภ้ ฝากช่วยดูแลหว่านหว่านด้วยนะ”
“โส่วซาน สบายใจได้เลย!”
“อ้าว หว่านหว่านตื่นแล้วหรือ”
สือจือหว่านยิ้มทักทายป้าเหอ
สือโส่วซานมองเธอแล้วพูดว่า “หว่านหว่าน โจ๊กอยู่ในครัว กินก่อนแล้วค่อยไปกับป้าเหอนะ”
สือจือหว่านพยักหน้า รีบเดินเข้าครัวแล้วซดโจ๊กจนหมดอย่างรวดเร็ว
ป้าเหอคงมารอเธออยู่สักพักแล้ว เธอไม่อยากปล่อยให้อีกฝ่ายต้องรอนานไปกว่านี้
พอเธอออกมา สือโส่วซานก็มองเธอแล้วกำชับอีกสองสามประโยค
“พ่อคะ หนูไปก่อนนะ”
สือโส่วซานพยักหน้า ก่อนจะย้ำคำเตือนเมื่อวานซ้ำอีกครั้ง “ระหว่างทางระวังตัวให้ดี เดินตามป้าเหอไว้ กลับมาให้เร็วหน่อยนะ”
“รู้แล้วค่ะ”
คนในหมู่บ้านที่ตั้งใจจะเดินไปตลาดอำเภอต่างทยอยมารวมตัวกัน เตรียมออกเดินทางแล้ว
ทุกคนเห็นว่านั่งรถโดยสารต้องเสียเงิน หลายคนจึงยอมตื่นแต่เช้า แล้วใช้สองขาเดินไปตามทางดินระยะทางเจ็ดแปดลี้
ตอนสือจือหว่านเดินมาถึงปากหมู่บ้าน ก็เห็นผู้คนมารวมตัวกันอยู่เต็มไปหมดแล้ว
มีทั้งป้า ๆ น้า ๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตา และหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับเธออีกหลายคน ยืนจับกลุ่มคุยเล่นกัน รอให้คนมาครบแล้วค่อยออกเดินทางพร้อมกัน
มีคนหนึ่งเห็นสือจือหว่านเดินมาแต่ไกล
“อุ๊ย นั่นหว่านหว่านไม่ใช่หรือ วันนี้จะไปตลาดอำเภอด้วยกันเหรอจ๊ะ” ป้าหน้ากลมคนหนึ่งเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน พร้อมยิ้มให้เธอ
พอได้ยินเสียง หลายคนก็หันมามองสือจือหว่าน
สือจือหว่านยิ้มบาง ๆ แล้วทักทายทุกคนทีละคน
“คุณป้า คุณน้า”
“เป็นเด็กดีจริง ๆ” หญิงชราอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองเธอพลางชวนคุยขึ้นมาลอย ๆ “หว่านหว่าน วันนี้ไปตลาดอำเภอทำอะไรจ๊ะ จะซื้ออะไรหรือเปล่า”
เดินทางกันนาน ๆ บนถนนดินก็ทั้งน่าเบื่อและเหนื่อย ทุกคนจึงชอบคุยกันระหว่างเดินเพื่อฆ่าเวลา หลายคนสงสัยว่าสือจือหว่านจะไปตลาดอำเภอด้วยธุระอะไร
“แค่อยากไปเดินดูอะไรเรื่อยเปื่อยค่ะ”
พอทุกคนได้ยินคำตอบของเธอ ก็ไม่ได้ซักถามต่อ
ผู้คนกลุ่มใหญ่เหยียบย่ำไปบนถนนดิน มุ่งหน้าไปทางตลาดอำเภอ
ตลอดทางพวกป้า ๆ น้า ๆ คุยกันไม่หยุด ตั้งแต่เรื่องบ้านโน้นบ้านนี้ไปจนถึงข่าวซุบซิบสารพัดในหมู่บ้าน เรื่องหนึ่งต่ออีกเรื่องไหลเข้าหูไม่ขาดสาย
สือจือหว่านเดินเงียบ ๆ อยู่ท่ามกลางผู้คน ส่วนใหญ่เธอเอาแต่ฟัง ไม่ค่อยพูดแทรก
ฟังไปฟังมา บทสนทนาก็วกเข้าเรื่องตระกูลเมิ่ง
“เมื่อวานพวกเธอเห็นไหม เมิ่งซิงกั๋วพาลูกสาวสองคนซื้อของกลับมาเต็มไปหมด หอบหิ้วถุงใหญ่ถุงเล็กมาตั้งหลายใบ”
“เห็นสิ เตรียมไว้จัดงานเลี้ยงฉลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยวันนี้น่ะ ลูกสาวทั้งสองคนสอบติดมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง นับเป็นเรื่องน่ายินดีครั้งใหญ่ของหมู่บ้านต้าเหอเราเลย”
ป้าอีกคนรีบพูดเสริมขึ้นมา “ไม่ใช่แค่ซื้อของสำหรับงานเลี้ยงหรอก เมื่อวานฉันเดินผ่านหน้าบ้านตระกูลเมิ่ง เหลือบไปเห็นสองสาวลิ่งเวยกับลิ่งเซวียนเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยมแล้ว เนื้อผ้าดูดีมาก ใส่แล้วสวยอย่าบอกใคร
ช่างโชคดีจริง ๆ คราวนี้สองผัวเมียเมิ่งซิงกั๋วคงได้เชิดหน้าชูตากันเสียที”
“ใช่เลย! งานเลี้ยงฉลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยบ่ายนี้ พวกเราได้ไปกินโต๊ะจีนกันด้วย บ้านเมิ่งจัดงานใหญ่โต ได้ยินว่าอาหารที่เตรียมไว้ก็ไม่ขี้เหร่” อีกคนที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวพร้อมหัวเราะ
สือจือหว่านได้ยินทุกคำ
ระหว่างที่กลุ่มหญิงวัยกลางคนกำลังคุยกันอย่างออกรส
หญิงสาววัยไล่เลี่ยกับสือจือหว่านหลายคนก็พากันจับกลุ่มคุยกัน เสียงดังพอเหมาะ ไม่เบาไม่ดังจนเกินไป แต่ก็ส่งมาถึงหูสือจือหว่านพอดี
