"เสี่ยวเอ้อ"
ลู่ฉางเซิงกวักมือเรียก
เสี่ยวเอ้อของโรงน้ำชารีบวิ่งมา "คุณท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้อีกหรือขอรับ"
"ข้าขอถามหาใครสักคน อาจารย์เก้า เจ้ารู้ไหมว่าอยู่ที่ใด"
"อาจารย์เก้าหรือขอรับ!" รอยยิ้มของเสี่ยวเอ้อดูจริงใจขึ้นมาก
"ใครบ้างไม่รู้จักอาจารย์เก้า ท่านเป็นนักพรตที่เลื่องชื่อที่สุดในหมู่บ้านสกุลเหรินของเรา
ท่านพักอยู่ที่ศาลากลางทุ่ง ห่างจากตัวหมู่บ้านไปทางตะวันตกสามลี้ พอท่านออกจากปากหมู่บ้านทางตะวันตก เดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็ถึงแล้วขอรับ"
"ขอบใจมาก"
ลู่ฉางเซิงจ่ายค่าชาแล้วยังให้เงินทิปเป็นเศษเงินเล็กน้อยอีกก้อนหนึ่ง
เสี่ยวเอ้อถือเศษเงินนั้นไว้ ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นจนเกือบยืนไม่อยู่
"ขอบคุณขอรับคุณท่าน! ขอบคุณขอรับคุณท่าน! ขอให้คุณท่านอายุยืนหมื่นปีหมื่นพรรษา!"
ลู่ฉางเซิงลุกขึ้นจากโรงน้ำชา มุ่งหน้าไปยังศาลากลางทุ่ง
เขาอ่านนิยายมามาก อาจารย์เก้าผู้นั้นได้ฉายาว่าเป็นอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์แห่งหมื่นภพ
คิดว่าการขอฝากตัวเป็นศิษย์คงไม่ยาก
เขาวางแผนจะเข้าใกล้ชิดอาจารย์เก้าโดยอ้างว่ามาขอพักค้างแรมก่อน แล้วค่อยดูว่าจะขอเป็นศิษย์ได้หรือไม่
ทันใดนั้น เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัว
【โลกปัจจุบัน: ตระกูลเหรินย้ายสุสาน ซากศพคืนชีพออกมา เมื่อจบเนื้อเรื่องหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องโดยสิ้นเชิง หลังจากทำสำเร็จสามารถกลับไปได้ทุกเมื่อ】
ลู่ฉางเซิงครุ่นคิดถึงข้อความนี้
ดูเหมือนว่าถ้าถึงตอนจบใหญ่ หรือเขาทำให้เนื้อเรื่องปั่นป่วนไปหมด ก็จะกลับไปได้ทุกเมื่อ
ก็ยังง่ายดี
ลู่ฉางเซิงเดินออกจากปากหมู่บ้านทางตะวันตกของหมู่บ้านสกุลเหริน
ระยะทางสามลี้ไม่ไกล เดินไม่ถึงสองเค่อก็ถึง
ศาลากลางทุ่งปรากฏขึ้นในสายตา
มีกำแพงดินเตี้ย ๆ ล้อมรอบลานบ้าน ประตูลานเป็นไม้ แง้มไว้ครึ่งหนึ่ง
บนขื่อประตูแขวนแผ่นป้าย เขียนอักษรว่า "ศาลากลางทุ่ง" สองตัว ลายพู่กันหนักแน่นตรงบรรทัด ทุกขีดทุกเส้นแสดงถึงความมีระเบียบ
นอกกำแพงมีต้นหลิวแก่หลายต้น เรือนยอดแผ่เป็นร่มเงากว้าง
ลู่ฉางเซิงเดินมาถึงหน้าประตู
เพิ่งจะยกมือขึ้นเคาะประตู ประตูก็ถูกผลักเปิดจากด้านใน
ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อกุยเล้งผ้าดิบสีเทายืนอยู่หน้าประตู
คนนี้มีใบหน้าซื่อ ๆ ฟันหน้ายื่นเล็กน้อย ตาโตแต่ไร้แวว รูปร่างค่อนข้างท้วม ดูเซ่อ ๆ หน่อย
ในมือเขาถือถังน้ำ กำลังจะออกไปตักน้ำข้างนอก
เห็นลู่ฉางเซิงเข้า ชายหนุ่มก็ตะลึงงันไปเล็กน้อย
"เจ้าเป็นใคร"
"ขอถามหน่อย อาจารย์เก้าอยู่หรือไม่" ลู่ฉางเซิงถาม
"ตามหาอาจารย์ข้าหรือ" ชายหนุ่มมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "เจ้าเป็นใคร มีธุระอะไรหรือ"
"ข้าชื่อลู่ฉางเซิง เดินทางผ่านมา อยากหาที่พักค้างสักแห่ง"
"พักค้างรึ..." ชายหนุ่มเกาหัว "เจ้าคอยก่อน ข้าจะเข้าไปถามอาจารย์ให้"
เขาถือถังน้ำหมุนตัววิ่งกลับเข้าไป พลางร้องตะโกนไปว่า "อาจารย์ อาจารย์ มีคนมาขอพักค้างขอรับ"
ลู่ฉางเซิงยืนรออยู่หน้าประตู
ได้ยินเสียงต่าง ๆ ในลานบ้านอย่างชัดเจน
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมีพลังดังออกมาจากเรือนด้านใน
แล้วก็มีเสียงพูดตามมา
"เหวินไฉ ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว อย่าส่งเสียงเอะอะโวยวายในลานบ้าน คนตายต้องการความสงบ"
น้ำเสียงนี้ไม่รีบไม่ช้า หนักแน่นราบเรียบ
"แต่อาจารย์ ด้านนอกมีคนมาบอกว่าขอพักค้างนะขอรับ..."
"พักค้างรึ"
เสียงฝีเท้าเดินตรงมายังประตู
ประตูถูกผลักเปิดออกจนสุด
ลู่ฉางเซิงได้พบกับเงาร่างในความทรงจำวัยเด็กของเขาเสียที
ชายวัยกลางคนยืนอยู่ตรงประตู
รูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย ค่อนข้างผอม แต่ยืนตัวตรงมาก
สวมเสื้อกุยเล้งผ้าดิบหยาบสีขาวหม่น พับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นแขนเรียวเล็กแต่แข็งแรง
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือคิ้วของเขาดกหนา และเป็นลักษณะคิ้วเส้นเดียวรูปเฉียงออกด้านนอก
ดวงตาไม่โตแต่คมกล้าเป็นที่สุด
ทั้งคนเมื่อยืนอยู่ตรงนั้น มีความรู้สึกหนักแน่นอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ใช่ความดุดัน
หากแต่เป็นความเที่ยงตรง
เที่ยงตรงที่มีพลังธรรม
ห้าคำผุดขึ้นในใจของลู่ฉางเซิง: สุดยอดผู้เฒ่าในหมู่บ้านเริ่มต้น
อาจารย์เก้าก็กำลังมองสำรวจลู่ฉางเซิงเช่นกัน
สายตาของเขากวาดจากใบหน้าของลู่ฉางเซิงไปยังหัวไหล่ แล้วต่อไปยังท่วงท่าการยืน
"เจ้าต้องการพักค้างหรือ" อาจารย์เก้าเอ่ยขึ้น
"ขอรับ ผู้น้อยลู่ฉางเซิง เดินทางผ่านมาใคร่ขออาศัยพักค้างกับท่านสักสองสามวัน หากเป็นการรบกวน..."
ลู่ฉางเซิงพูดพลางล้วงทองคำก้อนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
"นี่เป็นค่าที่พัก ขออาจารย์เก้าโปรดรับไว้"
เมื่อเห็นทองคำ เหวินไฉที่อยู่ด้านข้างตาลุกวาว จ้องเขม็งจนละสายตาไม่ได้
อาจารย์เก้าไม่ได้ต่อมือรับทองคำ กลับจ้องมองเขานิ่งอยู่นานหลายวินาที
คิ้วขมวดเล็กน้อยแล้วคลายออก แววตาฉายแววประหลาดใจ: "ช่างเป็นหินหยกชั้นดีเสียจริง"
หน้าผากโหนกนูน สีหน้าราวกับหยก ภายในกายเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ
ยาล้างไขกระดูกไม่ได้เปลี่ยนเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังรวมถึงเส้นลมปราณและรากกระดูกภายในด้วย
คนธรรมดาดูไม่ออก แต่สำหรับคนที่มีวิชาอย่างอาจารย์เก้า มองปราดเดียวก็รู้
ในสายตาของอาจารย์เก้า เขาทั้งคนราวกับหินหยกที่ยังไม่ได้เจียระไน
นี่คือสิ่งที่เล่าขานกันว่าเป็นร่างเต๋าแต่กำเนิด
ต้นกล้าฝึกบำเพ็ญที่หายากหนึ่งในหมื่น
อาจารย์เก้าเก็บสีหน้าไว้มิเปลี่ยน "เข้ามาเถิด"
ลู่ฉางเซิงเดินตามอาจารย์เก้าเข้าไปในลานบ้าน
ลานบ้านไม่ใหญ่ แต่เก็บกวาดสะอาดสะอ้าน
ตรงกลางมีต้นพุทรา ใต้ต้นวางโต๊ะหินกับเก้าอี้หินอีกสองสามตัว ที่มุมกำแพงกองกระดาษเหลืองกับธูปเทียนอยู่บ้าง
ด้านตรงข้ามของลานคือเรือนโถง ด้านในตั้งโลงศพไว้หลายโลง
โลงศพ
ลู่ฉางเซิงมองเลยไปอีกหน่อย
เหวินไฉเข้ามากระซิบข้าง ๆ ว่า "อย่ากลัวไปเลย ล้วนเป็นโลงเปล่าทั้งนั้น โลงที่มีเจ้าของจอดอยู่ด้านหลังเรือน"
ลู่ฉางเซิงหันไปมองเหวินไฉแวบหนึ่ง
"ข้าเหวินไฉ เป็นศิษย์ของอาจารย์ ยังมีศิษย์พี่อีกคนชื่อชิวเซิง เขาไปช่วยงานที่ร้านเครื่องแป้งในตลาด ตกเย็นถึงจะกลับมา"
ลู่ฉางเซิงพยักหน้า
อาจารย์เก้าสั่งให้เหวินไฉจัดห้องว่างห้องหนึ่งให้
ที่ศาลากลางทุ่งยังมีห้องว่างเหลืออยู่บ้าง อย่างไรเสียสหายซื่อมู่ก็มักจะแวะผ่านมาพักเป็นครั้งคราว
เหวินไฉพาลู่ฉางเซิงเดินไปยังเรือนด้านหลัง ระหว่างเดินก็หันมามองเขาด้วยสายตาใคร่รู้เป็นพัก ๆ
"ทองก้อนนั้นที่เจ้าเพิ่งหยิบออกมา... เป็นของจริงหรือ"
ลู่ฉางเซิงยิ้ม "เป็นของจริงอยู่แล้ว"
"บ้านเจ้าเป็นอะไร มีเงินทองมากมายถึงเพียงนี้"
"ข้าเป็นเด็กกำพร้า"
เหวินไฉชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย เกาหัว "แล้วทองของเจ้าไปเอามาจากที่ใด"
"เก็บได้"
"หา"
"ข้าโกหกเจ้าน่ะ"
เหวินไฉตะลึงไป ก่อนจะยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน "เจ้านี่ก็แปลกดี"
เข้ามาถึงเรือนด้านหลัง ห้องไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็สะอาด
เหวินไฉช่วยปูที่นอนพลางพูดพร่ำไม่หยุด
"อาจารย์แม้จะดูเข้มงวด แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เจ้าพักที่นี่ก็ถือเสียว่าเป็นบ้านของตัวเองเถอะ
เดี๋ยวชิวเซิงกลับมาเจ้าจะรู้เอง เขาเป็นคนสนุกสนานมาก ตอนกลางคืนเจ้านอนอย่าเดินไปทางตะวันตกของเรือนหลังนะ ที่นั่นจอดโลงที่มีเจ้าของอยู่ตั้งหลายโลง อาจารย์บอกว่าพลังหยินหนา"
ลู่ฉางเซิงฟังพลาง
คนอย่างเหวินไฉนี่ พูดมาก ใจร้อน ไร้เล่ห์เหลี่ยม
อยู่ด้วยก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก
"ขอบใจ เหวินไฉ"
"เกรงใจอะไรกัน" เหวินไฉยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
พอเหวินไฉจากไป ลู่ฉางเซิงนั่งลงบนขอบเตียง เริ่มคิดถึงเรื่องการขอเป็นศิษย์
ข้ออ้างในการขอเป็นศิษย์นั้นหาไม่ยาก แต่จังหวะเวลาต้องเลือกให้ถูก
อาจารย์เก้าไม่ใช่พวกที่เห็นแก่เงินทอง เมื่อครู่ที่เขาล้วงทองคำออกมา อาจารย์เก้าไม่แม้แต่จะกะพริบตา
ผิดกับเหวินไฉที่ตาจ้องติดอยู่กับทองคำราวกับจะถอนไม่ออก
คนเช่นนี้ เอาเงินฟาดหัวก็ไม่ซื้อ
เวลาผ่านไปไม่นานก็ถึงเวลาอาหารเย็น
ลู่ฉางเซิงนั่งร่วมกับอาจารย์เก้าและเหวินไฉ
บนโต๊ะอาหารตั้งจานผักสองอย่าง
"พวกเราแดกง่ายอยู่ง่าย เจ้าอย่ารังเกียจเลย"
"ไม่รังเกียจขอรับ"
ลู่ฉางเซิงส่ายหน้า อาหารพวกนี้เทียบกับช่วงที่เคยกินข้าวกล่องก็ยังดีกว่ามาก
กินอิ่มแล้ว อาจารย์เก้ามองดูเขา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง
"ลู่ฉางเซิง"
น้ำเสียงของอาจารย์เก้าพลันจริงจังขึ้น
"เจ้ายินดีจะฝากตัวเป็นศิษย์ข้า เรียนรู้เคล็ดวิชาของข้าหรือไม่เล่า"