แม่ย่อมเข้มแข็งเพื่อลูก ไม่มีแม่คนไหนได้ยินคำพูดเช่นนี้แล้วจะไม่ร้อนใจ
ลู่ชิงชิงก้าวขึ้นไปบนเตียง คร่อมอยู่เหนือร่างของเฝิงซื่อ แล้วกดลงบนท้องที่นูนใหญ่
“พี่สะใภ้ ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม พอถึงสามก็ออกแรงเบ่ง!”
เฝิงซื่อแยกไม่ออกแล้วว่าคนที่กำลังสั่งการนางเป็นใคร รู้เพียงว่าคนผู้นี้กำลังช่วยลูกของนาง!
นางออกแรงตามเสียงนั้น ความเจ็บปวดที่ยืดเยื้อมานานทำให้ร่างกายชาไปหมด นางรู้เพียงว่าต้องเชื่อฟังเสียงนั้น ทำตามคำสั่งนั้น
ในที่สุด ความหนักอึ้งใต้ร่างก็หายไป
ราวกับเพิ่งวางไข่ออกมา
ชั่วพริบตา ความเจ็บปวดทั้งหมดก็พลันหายไป
“พี่สะใภ้ ทำได้ดีมาก!”
เสียงใสกังวานเปี่ยมชีวิตชีวาดังขึ้น
ก่อนเฝิงเสี่ยวหว่านจะหมดสติ นางคิดว่า คนผู้นี้เป็นใครกัน?
เหตุใดถึงเรียกนางว่าพี่สะใภ้?
ลู่ชิงชิงเปิดประตูออกมา เหงื่อชุ่มเต็มหน้าผาก เส้นผมเปียกลู่แนบแก้ม ดูมอมแมมไม่น้อย ทว่าดวงตากลับเป็นประกาย
นางรับห่อเข็มจากมือท่านพ่อลู่แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ พี่สะใภ้ไม่เป็นไรแล้ว คลอดลูกสาวออกมาแล้ว”
จากนั้นกำชับต่อ “ไปต้มน้ำร้อนอีก แล้วจัดยา...”
นางบอกชื่อยาติดกันเป็นพรวน
ประตูปิดลงอีกครั้ง
ท่านพ่อลู่อ้าปากค้าง
นี่คือลูกสาวของเขา ชิงชิงจริงหรือ?
ลูกสะใภ้รอดชีวิตแล้ว พวกเขาได้ยินเสียงจากข้างนอก ทั้งยังได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ด้วย
นอกจากจะโล่งใจจนขอบคุณฟ้าดินแล้ว พวกเขายังตกตะลึงอย่างยิ่ง
แค่ลูกสาวไม่โมโหใส่พวกเขา ไม่ทำหน้าบึ้งใส่ก็นับว่าดีมากแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะพูดจาใจเย็น ทั้งยังช่วยลูกสะใภ้กลับมาจากมือพญายมได้
นั่นมันอาการตกเลือดที่มีโอกาสตายสิบครั้งจากสิบครั้งเชียวนะ!
“ท่านพ่อ นางใช้วิธีอะไรช่วยพี่สะใภ้หรือ?” ลู่อวิ๋นเองก็ตกใจเช่นกัน
“อย่าเพิ่งสนใจว่าใช้วิธีอะไร เจ้าน่ะหัวไว เมื่อครู่ชิงชิงพูดชื่อยาอะไรบ้าง จำได้หรือไม่? เอาไก่ที่เหลือในบ้านไปขายให้หมด แล้วไปซื้อยา พ่อจะไปต้มน้ำ!”
……
ลู่ชิงชิงฝังเข็มให้เฝิงเสี่ยวหว่านอีกครั้ง ก่อนจะหันไปดูแลเด็กต่อ
เด็กคลอดก่อนกำหนด ยังไม่ลงอุ้งเชิงกราน อีกทั้งร่างกายของเฝิงเสี่ยวหว่านมีข้อจำกัดและไม่มีแรง จึงต้องอาศัยแรงภายนอกช่วยทำคลอดแทบทั้งหมด
ต่อมาพบว่าทารกอยู่ในท่าผิดปกติ ไหล่ติดช่องคลอด เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กขาดอากาศหายใจหรือเส้นประสาทเสียหาย นางจึงชั่งน้ำหนักแล้วเลือกวิธีที่ทำอันตรายน้อยที่สุด
หักกระดูกไหปลาร้าของเด็ก
ความเสียหายต่อเส้นประสาทไม่อาจรักษาให้กลับคืนได้ แต่กระดูกของทารกเติบโตเร็ว โดยทั่วไปก็หายเองได้ภายในหนึ่งเดือน
เมื่อมองเด็กที่อ่อนแอราวกับลูกแมวตัวน้อย แต่ยังรอดชีวิตมาได้ ลู่ชิงชิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถ้านางไม่มา ก็คงตายทั้งแม่ทั้งลูกจริง ๆ
ในเมื่อเข้ามาอยู่ในร่างเจ้าของเดิมแล้ว นางก็ต้องรับผลจากสิ่งที่เจ้าของร่างนี้ทำไว้
นางยอมรับ
ต่อจากนี้ นางก็คือลูกสาวตระกูลลู่ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่
จัดการทุกอย่างเสร็จ ลู่ชิงชิงก็อ่อนเพลียอย่างหนัก ท้ายทอยของนางบาดเจ็บไม่น้อย น่าจะมีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง จึงรู้สึกมึนงง
พอออกจากห้อง ก็เห็นชายสามคนยืนอออยู่หน้าประตู
“น้องเล็ก ข้าเข้าไปได้หรือยัง?” พี่ชายคนโตมอมแมมไปทั้งตัว ชะเง้อมองเข้าไปข้างในจนคอยืด
ลู่เฟิงมีหน้าตาหล่อเหลา คิ้วหนาตาโต ได้เค้าหน้าจากท่านพ่อลู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนซื่อตรงทื่อ ๆ
เพียงแต่ตอนนี้หน้าตามีแผลจนเสียโฉม หน้าผากถลอกจนมีเลือดซึม
เมื่อครู่ลู่ชิงชิงได้ยินเสียงอยู่ในห้อง เขาวิ่งมาอย่างรีบร้อน ทั้งตัวมีเงินแค่สิบอีแปะ ไปตามหมอทั้งสามคนในตำบลก็ไม่มีใครมาให้สักคน ต่อให้ก้มหัวอ้อนวอนอยู่นานก็ไร้ประโยชน์
ลู่ชิงชิงบอกสถานการณ์ด้านใน กำชับเขาว่าอย่าแตะต้องเด็ก แล้วอธิบายสิ่งที่ต้องระวังอีกหลายข้อ ลู่เฟิงรับคำแล้วรีบพุ่งเข้าไป
ไม่นานก็มีเสียงร้องไห้แผ่วเบาดังมาจากข้างใน
ท่านพ่อลู่ยื่นน่องไก่ชิ้นหนึ่งมาให้
แววตาเต็มไปด้วยความประจบประแจง “ชิงชิง กินสักน่องเถิด อีกน่องเก็บไว้ให้พี่สะใภ้ของเจ้า ดีหรือไม่?”
ลู่ชิงชิง “……”
มองแววตาระแวดระวังของชายชราแล้ว นางก็จนใจอยู่ไม่น้อย
ทำเรื่องผิดพลาดมามากมายขนาดนี้ ท่านพ่อลู่ก็ยังไม่เคยลงมือตีนางแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะเขารู้สึกผิดต่อบุตรสาวมาโดยตลอด
จากหางตาของลู่ชิงชิงไปจนถึงแก้มมีแผลเป็นกว้างเท่าตะเกียบ ยาวเท่านิ้วก้อย
แผลเป็นนั้นเกี่ยวข้องกับท่านพ่อลู่
หน้าตาสำคัญกับหญิงสาวเพียงใด ท่านพ่อลู่ก็รู้ดี เขาโทษตัวเองมาตลอดว่าทำลายชีวิตทั้งชีวิตของลูกสาว
เพราะอย่างนั้น ไม่ว่าจะมีของกินอะไร เขาก็ยกให้นางก่อน จนเจ้าของร่างเดิมยิ่งทำตัวเหลวไหลขึ้นทุกที
ไม่พอใจก็อาละวาด
ตอนนี้เขาไม่ได้ตามใจลู่ชิงชิงจริง ๆ หรอก แค่อยากปลอบนาง ไม่อยากให้ลูกสาวมาก่อเรื่องในเวลาแบบนี้เท่านั้น
“ข้าไม่กิน เก็บไว้ให้พี่สะใภ้เถิด ท่านพ่อ เมื่อก่อนข้าทำไม่ถูกเอง ต่อไปจะไม่อาละวาดแล้ว”
ลู่ชิงชิงไม่มีอารมณ์จะแสร้งทำเป็นเจ้าของร่างเดิม หรือค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองอะไรนั่น ส่วนเรื่องวิชาแพทย์ นางจำเป็นต้องหาเหตุผลที่ฟังขึ้นมาอธิบาย
“ฮึ สันดานหมาแก้ไม่หายหรอก...” ลู่อวิ๋นสบถอยู่ข้าง ๆ
ลู่ชิงชิงไม่โกรธ เพียงพยักหน้าให้ทั้งสองคน ก่อนจะเดินอ้อมพวกเขาเข้าไปในห้องของตัวเอง
ห้องของลู่ชิงชิงเป็นห้องที่ดีที่สุดในบ้าน
ท่านพ่อลู่เป็นช่างไม้ตัวเล็ก ๆ ความเป็นอยู่ของตระกูลลู่ดีกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง หากไม่มีลู่ชิงชิงก่อเรื่องจนต้องชดใช้เงินและข้าวของ พวกเขาคงย้ายไปอยู่ในตำบลนานแล้ว
ลู่ชิงชิงนอนพักได้ครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากข้างนอกอีก
“ท่านพ่อ ยังจะสนใจนางอีกหรือ? ไก่เหลืออยู่แค่ตัวเดียว ยังจะเอาไปให้พี่สะใภ้กินอีก!”
“หุบปาก!”
“ท่านพ่อ อย่าโดนนางหลอกแค่ชั่วคราว สันดานหมาแก้ไม่หายหรอก...”
“เจ้ารอง ถ้ายังพูดอีก พ่อจะพาชิงชิงไปอยู่ด้วย ไม่ให้พวกเจ้าสองพี่น้องต้องเดือดร้อน”
ข้างนอกเงียบเสียงไป ท่านพ่อลู่เคาะประตูแล้วเดินเข้ามา
“ชิงชิง?”
ลู่ชิงชิงนอนหันหลังให้เขาอยู่บนเตียง
ท่านพ่อลู่ถอนหายใจ วางชามเนื้อไก่ลงแล้วเดินออกไป
นอกประตู ลู่อวิ๋นพึมพำเสียงเบาอีกครั้ง “ท่านพ่อ ข้าแค่พูดเพราะโมโห ไม่ได้คิดจะไม่สนใจนางจริง ๆ...”
ลู่ชิงชิงเหนื่อยจริง ๆ พักอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นมากินเนื้อไก่ในชามจนหมด
รสชาติแย่มาก
มีรสขมของเกลือหยาบคุณภาพต่ำติดอยู่
เนื้อก็เหนียวมาก
แต่นางไม่ปล่อยให้เสียของ ซดน้ำแกงจนหมดด้วย
สุดท้ายน่องไก่ชิ้นนั้นก็ลงท้องนางอยู่ดี
นางต้องบำรุงแรงสักหน่อย เพราะยังมีเรื่องด่วนที่ต้องจัดการ
กินเสร็จก็ย่องออกจากบ้านอย่างเงียบเชียบ
เดือนสาม งานนาเร่งมือ ดอกท้อสะท้อนอยู่บนสระน้ำ
เวลานี้ชาวบ้านต่างกำลังไถหว่านในนา แทบไม่เห็นใครอยู่ข้างนอก
ถ้าที่นาสามหมู่ของตระกูลลู่ยังไม่ถูกขาย ชายทั้งสามในบ้านก็คงกำลังทำงานอยู่ในนาเช่นกัน
ลู่ชิงชิงอาศัยความทรงจำเดินไปยังต้นไหวโบราณทางตะวันออกของหมู่บ้าน ที่นั่นมีคนมีความรู้เพียงคนเดียวในหมู่บ้านอาศัยอยู่
หนิงซิวเหวิน
เจ้าหมอนี่เองที่หลอกเจ้าของร่างเดิมให้ขโมยโฉนดร้านของชำในบ้านไปกู้เงินนอกระบบแปดสิบตำลึง ทำให้ตระกูลลู่ต้องเอาเงินเก็บที่หามาทั้งชีวิตไปโปะหนี้ ทั้งยังติดหนี้เงินอีกสามสิบตำลึง
เงินแปดสิบตำลึง หากเทียบกับมูลค่าในยุคปัจจุบันก็ราวหนึ่งแสนหยวน!
ส่วนเงินที่กู้มา นางไม่ได้เก็บไว้แม้แต่เหรียญเดียว หนิงซิวเหวินเอาไปใช้รักษาโรคให้แม่ของเขาหมด
เพื่อรักษาชื่อเสียงของลูกสาว ท่านพ่อลู่ไม่กล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป จึงแอบไปทวงเงินจากหนิงซิวเหวินด้วยตัวเอง
คิดดูก็รู้ว่าเงินที่เข้าปากไปแล้ว จะคายออกมาได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของร่างเดิมยังคลุ้มคลั่ง กลิ้งเกลือก ขู่แขวนคอและกระโดดน้ำเพื่อขัดขวางอีก
คลั่งรักจนสมองกลับจริง ๆ! ลู่ชิงชิงด่าในใจ
ตำบลฉางเล่อไม่ได้ใหญ่โตนัก พวกเจ้าหนี้ไปทวงเงินถึงร้านของชำตระกูลลู่ ไม่นานทุกคนก็รู้เรื่องกันหมด
ส่วนลู่เฟิง พี่ชายคนโต ก็แบกรับหนี้แทนคนกู้เสียเอง โดยบอกว่าเป็นเงินที่ยืมมาเพื่อซื้อสินค้าเข้าร้าน
เพราะเรื่องนี้ เขายังถูกบ้านเดิมของพี่สะใภ้ทั้งด่าทั้งตี อีกฝ่ายถึงขั้นคิดจะพาพี่สะใภ้กลับไปด้วย
โชคดีที่พี่สะใภ้มีใจให้พี่ชายคนโต จึงยืนกรานไม่ยอมไป
ส่วนพี่ชายคนรอง เดิมทีทำงานเป็นเด็กรับใช้ในร้านผ้า พอเถ้าแก่ได้ยินข่าวก็ไล่เขาออกอย่างไร้เยื่อใย
กู้เงินมาแปดสิบตำลึง ผ่านไปแค่เดือนเดียวก็พอกพูนเป็นหนึ่งร้อยตำลึง
ชั่วข้ามคืน ตระกูลลู่จากบ้านที่พอมีฐานะก็กลายเป็นคนจนติดหนี้
สุดท้ายร้านของชำใช้หักหนี้ไปสามสิบตำลึง บวกกับขายที่นาได้อีกสามสิบตำลึง ท่านพ่อเที่ยวหยิบยืมจากคนนั้นคนนี้มาอีกสิบตำลึง ตอนนี้ยังขาดอีกสามสิบตำลึง
เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้อีกสามวัน พรุ่งนี้ก็ถึงกำหนดวันสุดท้ายแล้ว
