《บันทึกสิ่งพิสดารแห่งถิ่นทุรกันดาร・ภูตพรายแห่งขุนเขา》: “วิญญาณหมอกพิษ คือแก่นแท้ของหมอกพิษ มีรูปร่างคล้ายปีศาจไร้รูป ไร้ร่างแน่นอน เมื่อรวมตัวกันจะกลายเป็นหมอกสีเขียวคล้ำ ภายในซ่อนดวงตาสีแดงชาดคู่หนึ่ง ราวกับโคมไฟแขวนอยู่ มันสร้างภาพลวงตาหลอกประสาทตาและหู กัดกร่อนผิวหนังกับกระดูก อาวุธไม่อาจทำอันตรายได้ รวมตัวและสลายไปอย่างฉับพลัน หวาดกลัวลมแรง เสียงแตรก้อง และเปลวเพลิงหยางบริสุทธิ์ หากทำลายดวงตาสีแดงของมันได้ก็จะดับสูญ”
โจวหยวนย่อมรู้วิธีจัดการวิญญาณหมอกพิษ
แต่เขาไม่ได้ลงมือ และไม่ได้เตือนใคร
ส่วนหนึ่งเพราะไม่ชอบหลัวไว่ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาอยากลองหยั่งฝีมือของประมุขสำนักแยกเขา ดูว่าอีกฝ่ายมีคุณสมบัติมากพอจะลงสุสานไปพร้อมกับเขาหรือไม่
หากเอาแต่ถ่วงแข้งถ่วงขา ก็ปล่อยให้อยู่ที่สันเขาหมีเฒ่านั่นแหละ
“ที่นี่อยู่ต่อไม่ได้ รีบตามพวกเขาไป”
เฉินอวี้โหลวเหงื่อเย็นแตกพลั่ก
พูดจบก็ไม่กล้ารอช้า หันหลังไล่ตามโจวหยวนกับพวกที่ขี่ม้ากระดาษไปทันที
แต่สองขาจะไปสู้สี่ขาได้อย่างไร
ถึงจะเป็นของทำจากกระดาษ แต่ก็เป็นสิ่งที่โจวหยวนสร้างขึ้นด้วยวิชาอิมเอี๋ยง ต่างจากม้าศึกจริง ๆ เพียงไม่มีเลือดเนื้อเท่านั้น ความเร็วไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
“วิ่งให้เร็วกว่านี้หน่อย อย่าตามพวกเขาไม่ทันสิ” หงกูเหนียงมองหลัวไว่กับพวกด้วยความขุ่นเคือง
พวกทหารกร่างที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบาย ช่างเป็นตัวถ่วงจริง ๆ
เพราะต้องคอยดูแลคนเหล่านี้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องลดความเร็วลง
“ฝีมือของแม่นางหงจะให้พวกเราเทียบได้อย่างไร”
หลัวไว่หัวเราะแห้ง ๆ
หากเป็นเมื่อก่อน ใครกล้าถลึงตาใส่เขา คงโดนยิงไปนานแล้ว
แต่ตอนนี้สถานการณ์เหนือกว่าคน เขาทำอะไรไม่ได้ ยังต้องพึ่งคนของสำนักแยกเขาถึงจะเอาสมบัติล้ำค่าทองเงินในภูเขามาได้
เพื่อความมั่งคั่ง เขาอดทนได้
หลัวไว่หลบสายตาหงกูเหนียง หอบหายใจแรงเดินไปหาเฉินอวี้โหลว
“หัวหน้าสำนักเฉิน เราไม่เห็นจำเป็นต้องวิ่งเลยนี่?”
เฉินอวี้โหลวลอบถอนหายใจ แต่ก็ยังอธิบายอย่างอดทนว่า “หมอกที่อยู่รอบ ๆ มีบางอย่างแปลก ๆ เมื่อครู่ข้าเห็นเหมือนมีอะไรอยู่ข้างใน ไม่อย่างนั้นชาวบ้านแถบนี้จะตกใจหนีไปทำไม?”
หลัวไว่เบ้ปาก “ก็แค่ชาวเหมียวขี้ขลาดกลัวตาย พวกเราจะกลัวห่าอะไร?”
ในฐานะหัวหน้ากองทัพที่ผ่านห่ากระสุนมาแล้ว เรื่องงมงายพวกนี้เขาไม่ค่อยเชื่อ
หลายปีมานี้เขาขุดสุสานปล้นสุสานมาไม่น้อย หากมีภูตผีปีศาจจริง ๆ ก็คงตามมาหาเขาตั้งนานแล้ว จะรอจนถึงตอนนี้ทำไม?
เฉินอวี้โหลวยังไม่ทันพูดอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลังหลายครั้ง
ทุกคนชะลอฝีเท้าลงพร้อมกัน แล้วหันกลับไปมอง
ทหารห้าคนที่วิ่งรั้งท้ายถูกหมอกพิษสีเขียวมรกตกลืนหายเข้าไปแล้ว แต่ละคนไม่เพียงไม่แสดงอาการเจ็บปวดแม้แต่น้อย กลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“พี่สะใภ้ ท่านก็ไม่อยากให้พี่ใหญ่รู้ใช่ไหม?”
“รวยแล้ว ฮ่า ๆ ข้ารวยแล้ว”
“หลัวไว่ ข้าต่างหากคือผู้บัญชาการใหญ่ แกคุกเข่าลงมาเลียรองเท้าข้าให้สะอาดเดี๋ยวนี้”
“...”
ทุกคนพากันมองหลัวไว่ ใบหน้าแก่คร่ำของเขาดำยิ่งก้นหม้อ
“บัดซบเอ๊ย”
สีหน้าหลัวไว่ดูไม่จืด
ทหารที่เขาพามาสำรวจทางครั้งนี้ล้วนเป็นคนสนิทที่ไว้ใจได้ ไม่ถึงกับต้องชักปืนยิงทิ้งเพราะคำพูดบ้าบอไม่กี่คำ
แน่นอนว่าตบปากสักสองสามทีคงต้องมี
“เดี๋ยวก่อน”
เฉินอวี้โหลวรีบคว้าตัวหลัวไว่ที่กำลังจะเดินเข้าไป สีหน้าเคร่งขรึม “มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล”
สิ้นเสียง ทหารที่ตะโกนว่าตัวเองรวยแล้วก็มีผิวหน้าปริแตกเน่าเปื่อยลงทันที
ทหารยกมือขึ้นแคะอยู่สองที ท่าทางเบามาก แทบไม่ต่างจากเกาแก้คัน
ผลกลับกลายเป็นว่าเขาแคะเนื้อเลือดบนใบหน้าตัวเองหลุดออกมาเป็นชิ้น ๆ
บาดแผลเลือดโชกเปิดกว้างจนมองเห็นฟันกับลิ้นได้ชัดเจน แต่ทหารกลับไม่รู้สึกเจ็บสักนิด แถมยังยกเนื้อขึ้นประคองไว้บนฝ่ามือด้วยสีหน้าตื่นเต้นเคลิบเคลิ้ม
“ทองคำ นี่มันทองคำ”
“พี่ใหญ่ ข้ากับพี่สะใภ้รักกันจริง ๆ ข้าจะไม่ยอมให้ท่านพรากเราจากกัน”
ทหารอีกคนที่กอดสหายราวกับเป็นพี่สะใภ้พลันยกปืนไรเฟิลขึ้น ใส่กระสุน แล้วเหนี่ยวไก
ปัง!
ศีรษะของทหารอีกคนที่อยู่ไม่ไกลระเบิดกระจายทันที
“ซี้ด!”
เฉินอวี้โหลวกับคนอื่น ๆ ขนหัวลุกไปหมด
ภาพตรงหน้าไม่เพียงนองเลือด แต่ยังประหลาดน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ทหารเหล่านั้นไม่มีใครส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแม้ก่อนตาย กลับยิ้มอย่างพึงพอใจ
พูดให้ถูกคือ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายไปแล้ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” หลัวไว่หันไปมองเฉินอวี้โหลว หวังจะได้คำตอบ
แม้แต่คนใจแข็งอย่างเขาก็ยังรู้สึกขวัญผวา เมื่อต้องตายไปอย่างไร้สาเหตุโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูคืออะไร
เฉินอวี้โหลวอ้าปาก แต่พลันนึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา
“แย่แล้ว”
พวกเขามัวเสียเวลาอยู่ตรงนี้ คงตามอีกฝ่ายไม่ทันแล้ว
เป็นอย่างที่คิด เมื่อหันกลับไปมองอีกครั้งก็ไม่เห็นเงาของโจวหยวนกับพวกเลย
แม้แต่หูอันยอดเยี่ยมของเขาก็ยังไม่ได้ยินเสียงกีบม้ากระทบพื้นแม้แต่น้อย พวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างสิ้นเชิง
ยามนี้หมอกพิษแผ่คลุมไปทั่ว ทัศนวิสัยถูกบดบังจนหมด ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นทิวทัศน์เหมือนกันไปหมด ไม่รู้เลยว่าควรเดินไปทางใด
ยืนนิ่งอยู่กับที่ก็ไม่ได้ ผ่านไปไม่นานพวกเขาก็จะถูกหมอกพิษกลืนกินเช่นกัน
“หัวหน้าสำนักเฉิน”
จู่ ๆ ก็มีคนตะโกนมาจากในป่า
เฉินอวี้โหลวฟังออกว่าเป็นเสียงของชายหนุ่มที่ชื่อโจวหยวน
“น้องชาย พวกเราไม่มีเจตนาร้าย ขอให้ช่วยชี้ทางรอดให้ด้วย หลังจากนี้จะตอบแทนอย่างงามแน่นอน”
“หัวหน้าสำนักเฉิน ในเมื่อเป็นคนตรงไปตรงมา ก็ไม่พูดอ้อมค้อม หากพวกท่านผ่านด่านวิญญาณหมอกพิษไปได้ ข้าจะเป็นคนนำทางให้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าผ่านไปไม่ได้ ทุกท่านก็เลือกท่านอนสบาย ๆ แล้วนอนลงให้ดีเถอะ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง
ใจเฉินอวี้โหลวพลันไหววูบ อีกฝ่ายรู้ตัวตนและจุดประสงค์ที่พวกเขาเข้าป่ามาจริง ๆ ด้วย
“หัวหน้าสำนัก ฆ่าฝ่าออกไปเลย!” หงกูเหนียงเดือดดาลอยู่บ้าง
คนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นบุคคลสำคัญของสำนักแยกเขา วันนี้กลับถูกเด็กหนุ่มที่ขนยังไม่ขึ้นดีหลอกเอาได้
เฉินอวี้โหลวโบกมือ “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาได้เห็นฝีมือของพวกเรา”
ที่จริงเขาเองก็อยากดึงโจวหยวนมาเป็นพวก ผู้สืบทอดวิชาอิมเอี๋ยงตวนกงย่อมเป็นกำลังสำคัญในการลงสุสาน
อีกทั้งเขายังฟังออกด้วยว่าโจวหยวนส่งสัญญาณแสดงไมตรีมาให้
วิญญาณหมอกพิษ!
แค่คำเตือนนี้ก็เพียงพอแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหมอกคืออะไร จึงไม่รู้จะรับมืออย่างไร
เมื่อรู้ว่าเป็นวิญญาณหมอกพิษ เรื่องก็ง่ายแล้ว
“ผู้บัญชาการหลัว ประเดี๋ยวฟังสัญญาณข้าแล้วค่อยยิง”
เฉินอวี้โหลวเป็นถึงประมุขสำนักแยกเขา ไม่ใช่พวกอันธพาลไร้วิชา “ฮวาม่าก้วย เตรียมระเบิดเพลิง รอสัญญาณข้า ส่วนแม่นางหงคอยระวังรอบด้าน”
จะไว้ใจใครก็ต้องเผื่อใจระวังไว้ก่อน เขาจึงยังต้องเก็บไพ่ตายไว้บ้าง
“ไม่มีปัญหา” หลัวไว่ยิ้มพลางรับคำ
ประมุขสำนักมั่นใจเต็มเปี่ยม พวกเขาย่อมไม่ต้องตื่นตระหนก
เมื่อสั่งการเสร็จ เฉินอวี้โหลวกวาดตามองรอบด้าน ดวงตาทั้งสองมีประกายสีทองวูบไหวราง ๆ
วิญญาณหมอกพิษฉลาดมาก มันไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แต่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของหมอกพิษ คอยเปลี่ยนตำแหน่งไม่หยุด ทำให้ยากจะคาดเดา
น่าเสียดายที่วันนี้มันเจอคนประหลาดซึ่งมีดวงตาเห็นกลางคืนมาแต่กำเนิด ทั้งยังฟังเสียงลมและเสียงฟ้าคำรามได้
“ผู้บัญชาการหลัว ทิศยามเซิน”
“รับทราบ!”
หลัวไว่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เล็งไปยังหมอกพิษทางทิศสามนาฬิกาแล้วเหนี่ยวไกทันที
ปัง!
กระสุนทะลวงดวงตาสีแดงชาดขนาดมหึมา ไม่ได้สร้างความเสียหายใด ๆ ทว่าเสียงก้องกังวานที่สะท้อนไปทั่วป่ากลับทำให้มันชะงักค้าง ราวกับถูกสาปให้หยุดนิ่ง
“ฮวาม่าก้วย จากทิศยามเซินเยื้องไปทางซ้ายหนึ่งกำปั้น ระยะห่าง 20 เมตร”
เมื่อได้รับตำแหน่งที่แม่นยำจากเฉินอวี้โหลว ฮวาม่าก้วยก็จุดระเบิดเพลิงในมือ แล้วเอนตัวไปด้านข้างขว้างออกไปสุดแรง
ตูม!
ระเบิดเพลิงปะทุเป็นลูกไฟขนาดมหึมา กลืนวิญญาณหมอกพิษเข้าไปทั้งร่าง
เพียงไม่กี่วินาที มันก็สลายเป็นไอไปพร้อมเสียงคร่ำครวญที่ไร้เสียง
พร้อมกับการตายของวิญญาณหมอกพิษ หมอกสีเขียวมรกตที่แผ่คลุมรอบด้านก็จางหายไปในพริบตา เหลือเพียงหมอกขาวบาง ๆ ส่วนโจวหยวนที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ก็เผยตัวออกมา
“ไอ้หนู กล้าหลอกลุงหรือ วันนี้ไม่ยิงแกให้ตายก็ไม่เลิกรา!” เมื่อหลัวไว่เห็นโจวหยวน ก็ราวกับศัตรูคู่อาฆาตมาเจอกัน ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ
แต่ทันทีที่เขาเผยจิตสังหาร ก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น
พอหันไปมอง ใบหน้าดำคล้ำก็ซีดลงทันที
ทหารห้าคนที่เพิ่งตายไปกลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง
พวกมันยกปืนไรเฟิลขึ้น เล็งมาทางเขา
