รถไฟแล่นกระแทกครืดคราดไปตามรางเป็นเวลาสองวันสองคืน
เช้าตรู่วันที่สาม ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง เสียงพนักงานรถไฟก็ดังขึ้นในตู้โดยสาร “สหายปัญญาชนทุกท่าน สถานีถัดไปคือสถานีXX เหลียวหนิง ขอให้ทุกคนเก็บสัมภาระ เตรียมลงจากรถได้แล้ว”
ฟู่หนานโจวลืมตาขึ้น บิดขี้เกียจแล้วหมุนคอที่แข็งตึงไปมา
นั่งบนเก้าอี้แข็ง ๆ ติดต่อกันสองวันสองคืน ต่อให้ร่างกายเขาจะแข็งแรงแค่ไหนก็ยังรู้สึกไม่ไหวอยู่บ้าง
แต่จิตใจกลับแจ่มใส ในที่สุดก็มาถึงแล้ว
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างแตกต่างจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง
ผืนดินดำกว้างใหญ่ทอดยาวอยู่ใต้แสงอรุณ ไกลออกไปเป็นเนินเขาสลับซับซ้อน ส่วนใกล้ ๆ คือไร่นาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วเป็นแปลง ๆ
อากาศอบอวลด้วยกลิ่นดินและฟางข้าว ให้ความรู้สึกเรียบง่าย เป็นกลิ่นอายของผืนดินอย่างแท้จริง
ฟู่หนานโจวสูดหายใจลึก มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
ที่นี่คือสถานที่ซึ่งเขาจะใช้ชีวิตต่อจากนี้
เขาสะพายห่อสัมภาระ ลุกขึ้นปัดรอยยับบนเสื้อผ้า แล้วเดินฉับ ๆ ไปทางประตูรถ
“ฟู่หนานโจว! รอพวกเราด้วย!” เสียงของหลินเสี่ยวเยี่ยนดังมาจากด้านหลัง แหลมและร้อนรน
“ช่วยถือของให้พวกเราหน่อย! พวกเราถือไม่ไหว!”
ฟู่หนานโจวไม่หยุดเดินแม้แต่น้อย ไม่หันกลับไปมองด้วยซ้ำ
ล้อเล่นหรือไง จะให้เขาช่วยถือของงั้นเหรอ?
ทั้งสามคนนั่น แต่ละคนมีห่อสัมภาระใบใหญ่สองใบ แถมยังมีถุงตาข่ายอีกหนึ่งใบ ของจุกจิกกองพะเนิน รวมกันแล้วอย่างน้อยก็หนักเป็นร้อยจิน
เขามีแค่ห่อเล็ก ๆ ใบเดียว เดินทางตัวเบา แล้วจะไปเป็นกรรมกรให้พวกนั้นทำไม?
“ฟู่หนานโจว! ได้ยินหรือเปล่า!” เสียงซ่งอวี้หลันดังขึ้นด้วยความเดือดดาล
