ซ่งอวี้หลันเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดี แต่เธอเสแสร้งเก่งกว่าอีกสองคน จึงทำหน้าซีดแล้วพูดสะอึกสะอื้นว่า “สหายฟู่ คุณเข้าใจผิดแล้ว พี่เจี้ยนกั๋วไม่ได้หมายความอย่างนั้น
เขาเพิ่งออกจากบ้านมา ก็เลยคิดถึงบ้านนิดหน่อย ที่เขาหมายถึงคือพวกเราเป็นคนบ้านเดียวกัน ก็ควรช่วยเหลือกันอยู่แล้ว
หัวหน้ากอง พี่เจี้ยนกั๋วไม่ได้รังเกียจกองพลหงซิงของเราหรอกค่ะ ในเมื่อพวกเราตอบรับคำเรียกร้องของประเทศ มาลงชนบทที่นี่ ก็ย่อมสนับสนุนนโยบายอยู่แล้ว
พวกเราแค่นั่งรถไฟมาหลายวัน เลยเหนื่อย ถึงได้หกล้ม ต่อไปจะไม่เป็นแบบนี้อีกแล้วค่ะ”
คำพูดไม่กี่ประโยคของซ่งอวี้หลันช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้พอดี
แม้หลิวเต๋อฮ่าวจะยังไม่ชอบพวกเขา แต่ก็ไม่สะดวกจะหาเรื่องต่อ
เขาขี้เกียจสนใจทั้งสามคน จึงหันไปพูดกับฟู่หนานโจวว่า “รบกวนสหายฟู่ช่วยตรวจดูให้เธอหน่อยสิ จะปล่อยให้ยืนค้างกันอยู่ตรงนี้ตลอดก็ไม่ได้ รีบกลับไปเถอะ ยังทันมื้อกลางวัน”
ฟู่หนานโจวพยักหน้า แต่พอคิดดูแล้วก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า “ต่อไปเวลาอยู่ในกองพล ถ้าจะรักษาคนไข้ผู้หญิง...”
เขาหันไปมองหลิวเต๋อฮ่าวแล้วพูดว่า “ต้องมีผู้หญิงอยู่ด้วยอย่างน้อยสองคน ไม่อย่างนั้นผมจะไม่ตรวจผู้หญิงตามลำพัง
แล้วก็ หลินเสี่ยวเยี่ยน ตอนนี้ผมจะตรวจเท้าให้คุณ ดูจากอาการแล้วข้อเท้าน่าจะเคลื่อน การตรวจต้องสัมผัสตัวแน่นอน ไม่ได้คิดฉวยโอกาสหรอกนะ”
พูดจบ ฟู่หนานโจวก็พึมพำว่า “คนอย่างพวกคุณน่ะ ผมยังไม่สนใจด้วยซ้ำ”
แม้เสียงจะเบา แต่ทุกคนก็ได้ยิน
หลินเสี่ยวเยี่ยนกับซ่งอวี้หลันหน้าแดงก่ำ ก่อนจะคล้ำลงจนเกือบเป็นสีม่วง
