สีหน้าของหลิวเต๋อฮ่าวเปลี่ยนไป ใจเริ่มหวั่น ๆ ขึ้นมาเหมือนกัน
ซุนเจี้ยนกั๋วยิ่งสบถด่าไม่หยุด
ปัญญาชนชายที่ลงชนบทมาสองคนนั้นทำอะไรไม่ถูก ฟู่หนานโจวเคยมีบุญคุณกับพวกเขา
ถ้าไม่ได้ฟู่หนานโจว ตอนนี้พวกเขาคงไม่มีเงินติดตัวสักแดง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต่อไปจะใช้ชีวิตกันอย่างไร
แต่ถ้าฟู่หนานโจวรักษาคนไม่เป็น แล้วรักษาจนเกิดเรื่องขึ้นมา
พวกเขาก็ช่วยอะไรโดยตรงไม่ได้เหมือนกัน
ให้ลืมตาพูดโกหก พวกเขาทำไม่เป็น
ฟู่หนานโจวมองแววตาของทุกคนออกทั้งหมด จึงพอจะรู้จักนิสัยของคนเหล่านี้แล้ว
เขาโบกมือ ก่อนตวาดหลินเสี่ยวเยี่ยนว่า “โวยวายอะไร? ข้อเท้าเข้าที่แล้ว เจ็บแค่ชั่ววูบเดียวเอง ต้องมาตะโกนโหวกเหวกอยู่ตรงนี้ด้วยหรือไง”
จากนั้นฟู่หนานโจวก็หันไปอธิบายกับหลิวเต๋อฮ่าว “ข้อเคลื่อน ต้องจัดให้เข้าที่ ย่อมเจ็บอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เจ็บขนาดที่เธอแสดงออกมาหรอก ทำเป็นสำออย”
พอฟู่หนานโจวพูดจบ คนอื่น ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
ซ่งอวี้หลันอ้าปากด่าทันที “คุณพูดมั่ว เสี่ยวเยี่ยนเจ็บจนทนไม่ไหวต่างหาก ไม่อย่างนั้นจะหน้าด้านตะโกนโหวกเหวกอยู่ตรงนี้ทำไม น้ำมูกน้ำตาไหลเต็มหน้าแล้ว”
แต่แล้วหลินเสี่ยวเยี่ยนก็หยุดตะโกน “เอ๊ะ? ไม่เจ็บแล้วจริง ๆ ด้วย?”
ชั่วขณะนั้น เหลือเพียงเสียงลมพัด
สายลมโชยผ่านต้นหลิวอย่างแผ่วเบา
บรรยากาศเงียบกริบไปชั่วครู่
หลิวเต๋อฮ่าวเข้าใจทันที ไม่ใช่ฝีมือรักษาของฟู่หนานโจวไม่ดี แต่หลินเสี่ยวเยี่ยนตกใจไปเอง
ในหมู่บ้านมีคนข้อเคลื่อนอยู่ไม่น้อยทุกปี
ตอนกระดูกเข้าที่ ย่อมต้องเจ็บอยู่บ้าง
ไม่มีทางไม่เจ็บเลย
“เรื่องแค่นี้ก็ทำเป็นเรื่องใหญ่ ชอบเรียกร้องความสนใจจริง ๆ” หลิวเต๋อฮ่าวส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
จริง ๆ แล้วฟู่หนานโจวมีวิธีช่วยให้เจ็บน้อยลง ต่อให้เป็นเด็กก็ไม่รู้สึกเจ็บมาก
แต่กับสามคนนี้ ฟู่หนานโจวขี้เกียจเสียเวลาคิดหาวิธี
