บทที่ 37 “ซ่งฉือ เล่าให้ผมฟัง”
นครหลวงได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล
ที่นี่แม้ยามค่ำคืนก็ยังสว่างไสวไปทั่วทุกหนแห่ง แสงสีพร่างพราวและชีวิตยามราตรีคึกคัก
แสงนีออนคือชีพจรของนครหลวง ส่วนกระแสรถที่ไหลเวียนไม่ขาดสายก็เปรียบดั่งสายน้ำสีทองอร่าม
ตามซอกมุมที่แสงไฟซ่อนเร้น ยังมีพื้นที่ที่แสงไฟยามค่ำคืนส่องไปไม่ถึง
ใบหน้าของซ่งฉือเปื้อนคราบเลือดบาง ๆ
แสงไฟรอบข้างสลัวหม่น กระพริบวูบไหวตามเงาคนที่เดินผ่านไปมา
วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ตอนนี้บนท่อนแขนขวาปรากฏรอยถลอกเด่นชัด
ในบาดแผลมีเศษหินและเม็ดทรายเล็ก ๆ ติดอยู่ เสื้อเชิ้ตตัวนั้นก็เปื้อนเลือดจนกลายเป็นสีแดง
ซ่งฉือมองบาดแผลบนแขนด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาสะท้อนแสงไฟถนนสีเหลืองหม่นจนดูเข้มขึ้น
เธอมองบาดแผลบนร่างกายอย่างพึงพอใจ ก่อนหยิบโทรศัพท์ด้วยมืออีกข้างแล้วโทรออก
“ตู๊ด—”
“ตู๊ด—”
เสียงโทรศัพท์ดังอยู่นาน ก่อนจะมีคนรับสายตอนที่ใกล้จะตัดสายเอง
ทันทีที่ปลายสายรับ ซ่งฉือก็ขยับแพขนตายาวเบา ๆ
“ฮัลโหล? ผู้ช่วยหลินหรือเปล่าคะ?”
เธอเปลี่ยนน้ำเสียงให้ฟังสั่นเครือและตื่นตระหนก
หากตั้งใจฟังดี ๆ ยังได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาเจือความอ่อนแรงอยู่ด้วย
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ
ในที่สุด เสียงทุ้มเย็นเปี่ยมเสน่ห์ก็ดังมาจากลำโพงโทรศัพท์
“ซ่งฉือ ผมเอง”
ทันทีที่ได้ยินเสียงผู้ชาย รอยยิ้มสมใจพลันปรากฏบนใบหน้าของซ่งฉือ
อารมณ์วูบไหวผ่านแววตา แต่สีหน้าของซ่งฉือกลับยิ่งดูหวาดหวั่นกระวนกระวายกว่าเดิม “คะ-คุณอาเล็ก?”
“อืม” น้ำเสียงของจู้เยี่ยนเจิงจากปลายสายเรียบเฉยและเย็นชา เขาอธิบายช้า ๆ “หลินเจี้ยนยังประชุมอยู่ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
