เสี่ยวฮุยเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นหมายจะดึงพี่สะใภ้มานั่งด้วย แต่ก็ถูกอาเฉากดไว้เสียก่อน
“เมีย กินเนื้อ”
อาเฉาลุกขึ้นจูงมือเธอมาที่โต๊ะกินข้าว ออกแรงกดให้เลี่ยวเสี่ยวหมิ่นนั่งลงบนเก้าอี้
“เมียกิน”
เหอไหน่เฉายังคีบเนื้อให้เมียอีกชิ้นหนึ่ง
ชิ้นมัน
เลี่ยวเสี่ยวหมิ่นมองเนื้อในชาม แล้วมองเจ้าคนโง่ มองพ่อเหอ และมองเสี่ยวฮุย
ในแววตาของพวกเขาไม่มีความรังเกียจหรือใจไม้ไส้ระกำ หากแต่เต็มไปด้วยความเอ็นดูสงสาร
การปฏิบัติเช่นนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับมาก่อน
ช่วงสองวันที่แต่งงาน เลี่ยวเสี่ยวหมิ่นก็ไม่กล้าขึ้นโต๊ะกินข้าวด้วย บอกว่าอาย พวกเขาก็เชื่อ
ที่แท้เธอไม่ได้อาย แต่เป็นเพราะกลัว เป็นเพราะชินเสียแล้ว
ลองคิดดูว่าเลี่ยวเสี่ยวหมิ่นเคยใช้ชีวิตแบบไหนมาก่อน
“ลูกสะใภ้! บ้านเรายากจนก็จริง แต่เราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรก็กินด้วยกัน อดก็อดด้วยกัน จากนี้ไปเจ้าอย่าได้รังเกียจความจนของบ้านเรา หรือรังเกียจไอ้ลูกชายโง่ของข้าก็พอ”
“มา! เนื้อชิ้นนี้มันดี มีน้ำมันเยอะ” พ่อเหอคีบเนื้อให้เลี่ยวเสี่ยวหมิ่นอีกชิ้น
เลี่ยวเสี่ยวหมิ่นกัดริมฝีปากล่าง กลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา แต่น้ำตากลับไหลรินอย่างไม่อาจควบคุม
“พี่สะใภ้ นี่ก็อร่อยนะ” เหอเสี่ยวฮุยคีบหน่อไม้หนามให้เธอ
“อื้อ~~!”
เลี่ยวเสี่ยวหมิ่นตอบรับเบาๆ เสียงเบาจนถ้าไม่ชิดใกล้ก็ไม่ได้ยิน
เพียงเพราะเธอไม่เคยรู้สึกถึงความรักของครอบครัว
เธอทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะตอบแทนพวกเขาอย่างไร
เธอก้มหน้าลงช้าๆ พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้ตัวเองร้องไห้
“ลูกสะใภ้! กินข้าเถอะ เดี๋ยวกับข้าวเย็นหมด”
