มือที่บีบเหรียญทองแดงของเชิงหนานซิงกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่จางหาย
เธอเงยหน้ามองป้าหวัง คำแรกที่ถามไม่ใช่ว่าหลิวมาจือโหดเหี้ยมแค่ไหน หรือว่าเธอควรย้ายที่ไปหรือไม่
“เขาเก็บเท่าไหร่?”
ป้าหวังเห็นเธอเยือกเย็นเช่นนี้ก็งงอยู่ครู่ ก่อนถอดใจพูดว่า “วันละ 10 เหรียญ เก็บเป็นรายวัน จะวางแผงอยู่ตรอกนี้ก็ต้องจ่าย เขามีลูกน้องสองคน ใครกล้าค้างชำระ เบาก็เหวี่ยงแผงทิ้ง หนักก็ทุบของให้แตกพน่า”
“ถ้าจ่ายแล้วล่ะ?”
“จ่ายแล้วเขาก็ไม่ค่อยมาเจอะเจออะไร”
ป้าหวังลดเสียงลง “แต่คนนั้นไม่ใช่พวกมีเหตุผล เห็นเจ้าสาวคนเดียววางแผงอยู่ลำพัง เผลอ ๆ อาจคิดเรื่องอื่นก็ได้ ถ้าเจ้าไม่อยากยุ่งยาก ข้าไปถามหาที่ว่างที่อื่นให้ก็ได้”
เชิงหนานซิงวางเหรียญทองแดงกลับลงอา่ะเตา เหลือ 10 เหรียญแยกไว้ข้าง ๆ
“ไม่เป็นไรก่อน”
น้ำเสียงของเธอสงบนิ่ง แต่ในใจกลับคำนวณบัญชีไปแล้ว
วันนี้ขายบะหมี่ไป 8 ชาม ได้ 24 เหรียญ พรุ่งนี้อยากทำเพิ่ม อย่างน้อยต้องเตรียมวัตถุดิบสำหรับ 20 ชาม แป้งหยาบ ต้นหอม และไขมันกรอบรวมกันอย่างน้อย 10 เหรียญ หักค่าธรรมเนียมแผงของหลิวมาจือแล้ว เหลือจาก 24 เหรียญอยู่ 4 เหรียญ
เหนื่อยทั้งวัน เหลือแค่ 4 เหรียญ
เงินก้อนนี้แทบไม่พอค่ากินค่าอยู่ของตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงการเก็บทุน
เธอต้องเพิ่มปริมาณการขายให้ได้
ตลาดตะวันออกคนเยอะ คนแบกของ เด็กเสิร์ฟ พ่อค้าแม่ค้าต่างต้องกินอาหารเช้า คนที่มาแล้วไม่ได้กินวันนี้ ถ้าพรุ่งนี้ได้ลองรสชาติเดิมอีก ยอดซื้อย่อมเพิ่มขึ้นเท่าตัว เธอต้องรีบเก็บเงินให้ได้ ซื้อแป้งเพิ่ม หากระดานชิ้นเล็กมาอีกหนึ่งแผ่น และจัดซื้อชามเพิ่มอีกสักหลายใบ
จะยืนรากฐานในฉางอานได้ พึ่งหม้อใบเดียวไม่ได้
ต้องพึ่งการคำนวณด้วย
“ป้าหวัง ที่ตลาดตะวันออก ซื้อผักช่วงไหนถูกที่สุด?”
ป้าหวังเห็นเจ้าไม่ถูกหลิวมาจือข่มขู่จนตกใจ กลับเริ่มวางแผนการค้าวันพรุ่งนี้ซะแล้ว ก็แอบซาบซึ้งในใจ เธอชี้ไปทางทิศตะวันตก “พอผ่านพิกัดมังกรไปไม่นาน ชาวไร่จะรีบกลับบ้าน ผักที่เหลือจะถูกลง ถ้าซื้อเยอะ ข้าไปบอกหล่าวจ้าวให้”
“แล้วแป้งล่ะ?”
“ร้านข้าวปลายตรอกขายเป็นกะลอกได้ แต่ต้องซื้อครั้งเดียวให้พอ แป้งหยาบที่เจ้ามีอยู่วันนี้คงไม่พอ ดูท่าวันพรุ่งนี้ต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเลยทีเดียว”
“ไม่ใช่เท่าตัว”
เชิงหนานซิงก้มมองห้อยเหล็กของตัวเอง แสงสลัวจากผิวหม้อสะท้อนอยู่ในดวงตา “ข้าจะทำให้ได้ 20 ชาม”
ป้าหวังอ้าปากค้าง
20 ชามไม่ใช่จำนวนเล็ก ๆ
เมื่อเช้าแค่ตอนเดียวขายหมด 8 ชามก็น่าตกใจแล้ว แต่พอนึกถึงท่าทางของลูกค้าที่กินบะหมี่เสร็จ ป้าหวังก็รู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้อาจไม่ได้พูดโว้ว่าอวด
เธอตบต้นขาเสียงดัง “ได้! เช้าพรุ่งนี้ข้าไปซื้อของด้วย ถ้าฝีมือเจ้าระเบิดขึ้นมาจริง ชาตะนี้ไม่ใช่ 20 ชามหรอก 40 ชามก็มีคนต่อคิวแย่งกันหรอก”
เชิงหนานซิงยิ้ม “งั้นข้าขอรับคำอวยพรของป้าไว้ก่อนแล้วกัน”
เธอเก็บเหรียญทองแดง 10 เหรียญเข้าแขนเสื้อ แล้วห่อที่เหลือ 14 เหรียญแยกไว้ 4 เหรียญไว้สำหรับค่ากินค่าอยู่วันนี้ 10 เหรียญเตรียมซื้อวัตถุดิบเช้าพรุ่งนี้ ตอนนี้เธอแม้ไม่มีห้องพักที่เรียบร้อยสักห้อง คืนนี้ยังต้องไปหาโรงแรมถูกที่สุดเอา
แต่ตราบใดที่เหรียญอยู่ในมือ ใจก็ไม่สั่น
เธอก้มลงเช็ดห้อยเหล็กอย่างประณีตราวกับกำลังดูแลของล้ำค่าบางอย่าง กลิ่นน้ำมันต้นหอมในหม้อยังไม่จาง คนที่เดินผ่านตรอกเป็นครั้งคราวต่างแอบมองมาทางนี้สองสามครั้ง
เพิ่งปิดฝาห้อยเหล็กได้ไม่ทัน ก็มีเสียงฝีเท้าลาก ๆ ดังมาจากปากตรอก
รอยยิ้มบนหน้าป้าหวังมลายไป
“มาแล้ว”
ชายสามคนเดินส่ายไหล่เข้ามาในตรอก
หัวหน้าอายุราวสามสิบต้น ๆ ใบหน้ามีฝีดาษหลายเม็ด มีรอยแผลตื้น ๆ ที่กระดูกคิ้วข้างซ้าย สวมเสื้อสั้นสีน้ำตาลเก่าครึ้ม เอวห้อยกระติกสุรา ปากคาบต้นหญ้า เดินไหลไหวไปมา
ตามหลังมาด้วยหนุ่มแว้นสองคน ท่าทางเกียจคร้าน สายตาส่องประดิษฐ์หาแต่ในร้าน
หลิวมาจืออยู่ย่านตลาดตะวันออกมาหลายปี
เขาไม่มีวิชาอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่อาศัยความที่รู้จักพวกอันธพาลบางคน จึงเลือกเหยื่อเป็นพ่อค้าแม่ขายไร้ที่พึ่ง ค่าธรรมเนียมแผงที่เก็บไม่ใช่มาก แต่แผงในตลาดตะวันออกมีมากมาย ต่อ ๆ กันวันหนึ่งก็เก็บมาได้เป็นกอบเป็นกำ พอใช้หมดเปลือกไปกับราตรีสโรชา
วันนี้มีคนมาบอกว่าตรอกนี้มีสาวขายบะหมี่เข้ามาใหม่
เด็กหน้าตาน่ารัก แผงเล็กจนน่าสมเพช แต่ใช้เวลาแค่ชั่วยามเดียวก็ขายบะหมี่หมดเกลี้ยง
หลิวมาจือแต่แรกไม่ได้ใส่ใจ
แต่พอเดินเข้าไปใกล้ ได้กลิ่นหอมค้างอยู่บนห้อยเหล็ก ฝีเท้าเขาก็เชื่องช้าลง สายตากวาดผ่านใบหน้าซีดของเชิงหนานซิง แล้วหลุมลงที่หม้อใบนั้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มไม่สู้ดี
“โอ้ มาใหม่หรอ?”
เขาคายต้นหญ้า เดินย่ำยากมาหยุดที่เตา “มาวางแผงในตลาดตะวันออก รู้กติกาหรือเปล่า?”
เชิงหนานซิงวางผ้าที่ใช้เช็ดหม้อลงข้าง ๆ แล้วยืนตรงขึ้น
เธอตัวไม่สูง ว่ากันตามหลังเจ็บป่วยยิ่งดูบาง ยืนอยู่ตรงหน้าหลิวมาจือเหมือนกิ่งหวายที่หักได้ง่าย ๆ แต่ตอนมองคน สายตาของเธอนิ่งเสมอ ไม่แม้แต่จะหลบเลย
“ป้าหวังบอกข้าแล้ว”
เธอหยิบเหรียญทองแดง 10 เหรียญออกจากแขนเสื้อ วางบนฝ่ามือ “วันละ 10 เหรียญ เก็บเป็นรายวัน วันนี้ข้าวางแผงที่นี่ นี่คือค่าธรรมเนียมแผง”
เหรียญทองแดงถูกส่งไปให้อย่างเป็นระเบียบ
หลิวมาจือเตรียมคำข่มขู่เอาไว้เพียบ แต่กลับถูกท่าทีนี้ของเธอดันจนพูดไม่ออก เขาหลับตามองเหรียญที่รับมา เขย่าในมือดูเบา ๆ แต่ในใจกลับพลอยไม่พอใจขึ้นมา
เด็กสาวนี่นิ่งเกินไปแล้ว
นิ่งราวกับไม่เอาเขาอยู่ในสายตา
“ถือว่ามีตามีหูดี”
หลิวมาจือเก็บเหรียญใส่อกเสื้อ แต่กลับไม่เหยียบ ๆ ย่ำ ๆ ไปไหน ตรงกลับวนดูรอบเตา แล้วสุดท้ายก็ยื่นมือไปจะเปิดฝาหม้อ “ข้าได้ยินมาว่าบะหมี่ของเจ้าหอมกรุ่ม ข้าเก็บเงินไปแล้วก็ควรได้ดูหน่อยสิ ว่าเจ้าขายอะไรกันแน่”
หน้าป้าหวังเปลี่ยนสี กำลังจะเปิดปาก
แต่เชิงหนานซิงไวกว่านั้น
เธอตบมือลงบนฝาหม้อ ฝ่ามือวางนิ่งบนหลังมือของหลิวมาจือ แรงที่ใช้ไม่มาก แต่สายตาเย็นเยียบ น้ำเสียงยังสุภาพเช่นเดิม
“จ่ายเงินดูแผง ดูหม้อคิดเงินแยก”
มือของหลิวมาจือค้างอยู่กลางอากาศ
เขาก้มมองหลังมือที่ถูกกดทับ ผิวขาวบางราวกับแค่เพียงออกแรงหน่อยก็หักได้ แต่ฝาหม้อกลับถูกกดเอาไว้แน่นิ่ง ไม่ขยับแม้แต่นิด เขาพยายามเปิดแล้วก็เปิดไม่ออก
หนุ่มแว้นสองคนข้างหลังงงกันก่อนเลย
คอยตามหลิวมาจือเก็บค่าแผงมานานเช่นนี้ ยังเพิ่งเจอครั้งแรกที่มีคนกล้าพูดแบบนี้
รอยยิ้มบนหน้าหลิวมาจือหมดสภาพ เสียงลึกลง “อีสาว แกรู้ไหมว่ากำลังคุยกับใคร?”
“รู้”
เชิงหนานซิงปล่อยมือ แต่ยังยืนขวางห้อยเหล็กอยู่ “ท่านหลิวเก็บเงินตามกติกา ข้าให้ตามกติกา ข้างในหม้อข้ามีอะไร คือฝีมือของข้า ถ้าท่านอยากกินบะหมี่ พรุ่งนี้หลังเปิดแผงเชิญมาต่อแถว ชามละ 3 เหรียญ”
คำพูดนี้ไม่รีบไม่ร้อน หาเสียงแม้แต่ตำหนิก็หาไม่ได้
แต่เมื่อเข้าหูหลิวมาจือ ทุกตัวอักษรเหมือนตบหน้าเขา
เขากำลังจะลุกขึ้นโวยวาย เสียงไอหงุดหงิดก็ดังมาจากปลายตรอกอีกฟาก ลุงหลี่แบกแถมเปล่าเดินมา ตามหลังมีคนแบกของหลายคนที่กินบะหมี่เมื่อเช้าด้วย
“หลิวมาจือ เงินก็เก็บไปแล้ว ยังจะยืนโพล่งอยู่ทำไม?”
ลุงหลี่วางแถมลงพื้น แล้วยืนขึ้นข้างเชิงหนานซิงครึ่งก้าว “เด็กสาวคนนี้หาเลี้ยงชีพไม่ง่าย แกอย่าเอามารยาพวกนั้นมาขู่คน”
คนแบกของหนุ่มคนหนึ่งก็เสริมเสียงตาม “เช้าพรุ่งนี้ผมยังรอกินบะหมี่อยู่เลย แกเหวี่ยงแผงทิ้งแล้ว ผมจะหาใครกินล่ะ?”
“ใช่ ๆ เก็บเงินก็เก็บไป อย่าไปรังแกผู้หญิงคนเดียว”
“ตลาดตะวันออกมันก็ไม่ใช่บ้านหลิวมาจือแก”
หลายคนต่อคำกันมา คำหนึ่งคำหนึ่ง เสียงไม่ดังนัก แต่ท่าทีแน่วแน่
หลิวมาจือสุขุมเลือดเย็นอยู่ย่านนี้มานาน สิ่งที่เกลียดที่สุดคือพวกคนแบกของที่หาเลี้ยงชีพด้วยแรงกาย พวกเขาไม่ค่อยมีเงิน แต่ชอบอยู่กันเป็นกลุ่ม ปะทะกันจริงก็ยุ่งยาก
เขามองเชิงหนานซิงอยู่ครู่ ไฟในดวงตายังกดไม่หาย
“ได้”
หลิวมาจือดึงมุมปาก ถอยหนึ่งก้าว “มีคนหลายคนคอยหนุนหลัง ถือว่าเจ้าโชคดี แต่เด็กสาว ฉางอานไม่ใช่ที่ ๆ อีสาวคนหนึ่งจะคลุกคลีได้ง่าย ๆ หรอกนะ”
พูดจบ เขาก็พาหนุ่มแว้นทั้งสองจากไป
ป้าหวังรอจนเขาเดินพ้นไปไกล จึงคายลมยาว “หลิวมาจือคนนี้คงจดจำเจ้าไว้แล้วล่ะ ต่อไปต้องระวังตัวให้มาก อย่าเดินไปตรอกเปลี่ยวคนเดียว”
“รู้แล้วค่ะ”
เชิงหนานซิงมองไปยังปากตรอก สีหน้าแทบไม่ผันผวน
ที่บ้านตระกูลเชิงเช่นนั้นเธอยังแบกมาได้ คนแบบหลิวมาจือก็แค่ขั้นบันไดอีกขั้นหนึ่งในฉางอาน ถ้าบันไดสูง ก็ก้าวข้ามไป ถ้ามีใครยื่นขามาขวาง เธอก็หาทางเคลื่อนคนนั้นออกไป
ลุงหลี่มองเธอแล้วพลอยทึ่ง “เด็กสาว เจ้ากล้าหาญจริง ๆ แต่ข้ามองออกว่าเจ้าไม่ใช่คนที่จะยอมขาดทุนง่าย ๆ”
เชิงหนานซิงยิ้ม “ลุงหลี่ พรุ่งนี้มาถึงกี่โมง ข้าเก็บไว้ให้หนึ่งชาม”
“ได้! ข้าจดจำไว้แล้วนะ!”
ลุงหลี่เดินจากไปอย่างพึงพอใจ คนแบกของหลายคนก็แยกย้ายกันไป ตรอกกลับคืนสู่ความเงียบ เหลือแต่กระดิ่งลมใต้ชายคาร้านของชำเอื่อไหวเบา ๆ
เชิงหนานซิงก้มลงอุ้มห้อยเหล็ก เตรียมกลับไปเก็บกวาดร้าน
แต่หางตากลับเหลือบเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหัวมุมปากตรอก
ร่างสูงเพรียว สวมเสื้อคลุมสีครามเรียบจนน่าประหลาด ผ้าไม่หรูหรา แต่ไร้ซึ่งรอยยับแม้แต่เส้นเดียว ใบหน้าซีดราวกับโปร่งแสง คิ้วและดวงตาเย็นชา เหมือนคนที่ไม่เคยได้สัมผัสแสงแดดมานาน
ไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่แล้ว
ขณะนี้ เขากำลังจ้องห้อยเหล็กในอ้อมแขนของเชิงหนานซิงอยู่ กระดูกคอขยับกลืนลงเบา ๆ หนึ่งครั้ง
