เจียงสี่จูดึงผ้าคลุมผืนใหญ่สีเขียวมรกตบนศีรษะให้เข้าที่ กันแดดไม่ให้แผดเผาใบหน้า
รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างกับความกระตือรือร้นของคุณนายชีอิน และ...เสียงอันดังสนั่นของหล่อน
ดูท่าเสียงดังของเฉินชิงซานจะได้มาจากแม่
เสียงทะลุทะลวงขนาดนี้ ลมหายใจเต็มปอดจริง ๆ
“ถูกต้อง! ก็คือหลิวช่างฆ่าหมู!”
เจียงสี่จูเฉลยคำตอบ แล้วเล่าต่อ
ชั่วขณะนั้น
ชีอินรู้สึกว่าตัวเองฉลาดเหลือเกิน
ได้ยินเหล่าป้า ๆ ข้าง ๆ เอ่ยชม
สีหน้าไม่แสดงออก แต่กลับนั่งหลังตรงขึ้น ใจพลอยลำพองไม่น้อย
หล่อนเป็นนักศึกษาแพทย์ เรื่องรายละเอียดพวกนี้ไม่มีใครสู้หล่อนได้
“โธ่เอ๊ย แม่สามีน้องเจียง ดูสิ ไม่ใช่แค่หน้าตาดี สมองยังดีอีกด้วย คดีหม้ายถูกวางยาพิษเมื่อกี้ คุณก็ทายถูกเหมือนกัน”
“ถึงว่าไงลูกชายถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แม่สมองดีขนาดนี้ ลูกจะไม่เก่งได้ยังไง”
“แม่สามีน้องเจียง ดูก็รู้ว่าเป็นคนมีการศึกษา คงอ่านหนังสือออกตั้งเยอะสินะ”
เดิมทีชีอินไม่อยากคุยกับพวกผู้หญิงบ้านนอกเหล่านี้
พูดภาษาจีนกลางเพี้ยนไปหมด สำเนียงสารพัดถิ่นปนกัน พูดจ้อกแจ้กเหมือนกำลังเล่นงิ้ว
แถมยังทายอะไรก็ไม่ถูก โง่จะตาย
ขี้เกียจคุยด้วย
แต่ตอนนี้กลับถูกถามถึงวุฒิการศึกษา
หล่อนเหลือบมองลูกชายทึ่ม ๆ ที่แหงนหน้าจ้องภรรยา
เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงอันเสียหายของลูกชายที่ถูกว่า “ดอกไม้งามปักบนกองขี้วัว”
หล่อนจึงเอ่ยอย่างสง่างามว่า “ฉันเป็นนักศึกษาแพทย์รุ่นปี 1936 ของโรงพยาบาลเสี๋ยเหอแห่งเป่ยผิง สมัยสงครามฉันเคยเป็นแพทย์ทหารประจำแนวหน้า ส่วนลูกชายฉันสอบวิชาสามัญของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อันดับหนึ่งของเมืองจิง เรื่องนี้ได้ฉันมาเต็ม ๆ”
เหล่าป้า ๆ พลันคึกคักขึ้นมา
ไม่สนใจฟังการบรรยายบนเวทีแล้ว
พากันอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
“สมัยนั้นบ้านเมืองคงวุ่นวายน่าดู คุณยังเรียนมหาวิทยาลัยได้ด้วยเหรอ ครอบครัวคุณฐานะดีสินะ ฉันว่าแล้วว่าคุณดูไม่เหมือนคนอื่น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนมีการศึกษาจากครอบครัวฐานะดี”
